ผู้นำอันซอรุลลอฮ์เผย ซาอุฯ อนุญาตให้อิสราเอลใช้ฐานทัพเพื่อปฏิบัติการสอดแนมเยเมน
ผู้นำอันซอรุลลอฮ์เผย ซาอุฯ อนุญาตให้อิสราเอลใช้ฐานทัพเพื่อปฏิบัติการสอดแนมเยเมน

ผู้นำกลุ่มอันซอรุลลอฮ์ของเยเมนเปิดเผยว่า ซาอุดีอาระเบียได้อนุญาตให้เครื่องบินของอิสราเอลใช้ฐานทัพทหารในราชอาณาจักร เพื่อดำเนินปฏิบัติการสอดแนมต่อประเทศในคาบสมุทรอาหรับแห่งนี้

    ในการแถลงผ่านโทรทัศน์เมื่อบ่ายวันจันทร์ (21 ก.ย.) เนื่องในโอกาสครบรอบ 12 ปี การปฏิวัติ 21 กันยายน ซัยยิด อับดุลมาลิก อัล-ฮูซี กล่าวว่า ระบอบการปกครองของริยาด ภายใต้การสนับสนุน การกำกับดูแล และการร่วมมือของสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และอิสราเอล ได้เปิดฉาก "การรุกรานทางทหารอย่างเต็มรูปแบบและไม่มีความชอบธรรม" ต่อเยเมน

    อัล-ฮูซี กล่าวว่า ซาอุดีอาระเบียได้มุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนที่สำคัญ และสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตทั้งหมดในเยเมน ปฏิบัติการที่โหดร้ายทารุณของพวกเขานั้น เต็มไปด้วยอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติในรูปแบบต่าง ๆ

    อัล-ฮูซี ได้ประณามความเฉื่อยชาของกลุ่มประเทศอาหรับและประเทศมุสลิมส่วนใหญ่ ต่อการรุกรานอย่างไม่ลดละของซาอุดีอาระเบีย โดยกล่าวว่า ความขัดแย้งนี้สะเทือนใจเพียงแค่กลุ่มผู้สนับสนุนแกนแห่งการต่อต้าน (Axis of Resistance) และประชาชนผู้รักเสรีภาพทั่วโลกเท่านั้น

    ผู้นำกลุ่มอันซอรุลลอฮ์ของเยเมนตั้งข้อสังเกตว่า วอชิงตันได้ให้การคุ้มครองทางการเมืองต่อการก่ออาชญากรรมที่โหดร้ายทารุณในเยเมน และได้บรรลุข้อตกลงซื้อขายอาวุธมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์กับซาอุดีอาระเบีย เพื่อช่วยในปฏิบัติการ "สังหารหมู่ชาวเยเมน"

    อัล-ฮูซี กล่าวว่า ซาอุดีอาระเบียได้แสดงให้เห็นถึงธาตุแท้ความเป็นไซโอนิสต์ของตน ในช่วงหลายปีของการเปิดฉากโจมตีทางทหารและการปิดล้อมเยเมน พวกเขาได้มุ่งเป้าโจมตีมัสยิดมากกว่า 2,000 แห่ง นอกเหนือไปจากงานเฉลิมฉลองและขบวนเคลื่อนขบวนศพ อาชญากรรมทั้งหมดเหล่านี้ได้รับการบันทึกหลักฐานไว้อย่างดี”

    เนื่องจากการขาดไร้ซึ่งจริยธรรมในนโยบายของรัฐส่วนใหญ่ในโลก ซาอุดีอาระเบียจึงรอดพ้นจากกระบวนการยุติธรรมสำหรับอาชญากรรมที่พวกเขาก่อไว้ในเยเมน

    อัล-ฮูซี ยังได้วิพากษ์วิจารณ์องค์การสหประชาชาติ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และสถาบันระหว่างประเทศอื่น ๆ ที่ล้มเหลวในการดำเนินการต่าง ๆ ต่อการก่ออาชญากรรมที่โหดร้ายทารุณของซาอุดีอาระเบียในเยเมน

    ประชาชนของเราได้เผชิญหน้ากับการรุกรานของซาอุดีอาระเบีย ด้วยความรับผิดชอบทางมนุษยธรรม ทางศาสนา และชาติ เพื่อปกป้องบ้านเกิดเมืองนอน ศักดิ์ศรี และเอกราชของตน” อัล ฮูซีกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ซาอุดีอาระเบียและพันธมิตรได้รับความพ่ายแพ้ แม้ว่าจะได้ใช้มาตรการรุกรานและปิดล้อมทุกวิถีทางแล้วก็ตาม

    อัล-ฮูซี เสริมว่า ซาอุดีอาระเบียมีโอกาสครั้งสำคัญภายหลังข้อตกลงสันติภาพปี ค.ศ. 2022 ในการทบทวนการคำนวณของตนเอง และพิสูจน์ว่า พวกเขาไม่ได้แสวงหาการกดขี่ข่มเหงประเทศเยเมน แต่กลับปล่อยให้โอกาสนั้นหลุดลอยไปอย่างเปล่าประโยชน์

    ผู้นำกลุ่มอันซอรุลลอฮ์ของเยเมนตั้งข้อสังเกตว่า ศัตรูชาวซาอุดีอาระเบียได้กลับมาเปิดฉากการรุกรานเยเมนอีกครั้ง ด้วยการทิ้งระเบิดทางอากาศใส่ท่าอากาศยานนานาชาติซานา [เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม] และการระดมกองกำลังทหารรับจ้างเพื่อปฏิบัติการบุกโจมตีภาคพื้นดิน”

    ผู้นำกลุ่มอันซอรุลลอฮ์กล่าวว่า กองทัพเยเมนได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายสิ่งอำนวยความสะดวกเชิงยุทธศาสตร์ที่อยู่ลึกเข้าไปในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นการเผชิญหน้ากับการรุกรานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังจากนั้น บรรดาเจ้าหน้าที่ของซาอุดีอาระเบียจึงได้ร้องขอความช่วยเหลือจากประเทศอื่น ๆ ในสงครามต่อต้านเยเมน

    อัล ฮูซีระบุว่า บรรดานักวิเคราะห์และที่ปรึกษาทางการทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอล กำลังให้ความช่วยเหลือซาอุดีอาระเบียในการรุกรานเยเมนที่ยังคงดำเนินอยู่ในขณะนี้ พร้อมทั้งเน้นย้ำว่าระบอบการปกครองของริยาดพยายามที่จะดึงตุรกีและปากีสถานให้เข้ามามีส่วนร่วมในการโจมตีอันโหดร้ายทารุณนี้ด้วย

    เขากล่าวต่อไปว่า ซาอุดีอาระเบียได้ทิ้งระเบิดใส่สิ่งอำนวยความสะดวกของพลเรือน สะพาน และทรัพย์สินสาธารณะทั่วเยเมน และล่าสุดได้มุ่งเป้าโจมตีทัณฑสถานกลางในจังหวัดอัลเญาฟ์ทางตอนเหนือ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายราย รวมถึงผู้หญิงและเด็กที่เดินทางมาเยี่ยมญาติ

    อัล ฮูซี ยังได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาของบรรดาเจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบียอย่างสิ้นเชิง ที่ระบุว่า มีความพยายามโจมตีด้วยโดรนต่อเมืองมักกะฮ์ อันศักดิ์สิทธิ์ โดยเน้นย้ำว่า ประชาชนชาวเยเมนเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่อุทิศตนและเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมมากที่สุด

    ผู้นำกลุ่มอันซอรุลลอฮ์กล่าวว่า ศัตรูชาวซาอุดีอาระเบียปฏิบัติต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมราวกับเป็นสินทรัพย์ทางพาณิชย์ และแสวงหาประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ ทางการเมืองเพื่อรับใช้ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ อิสราเอล และสหราชอาณาจักร ชาวซาอุดีอาระเบียได้มอบผ้าคิสวะฮ์ (Kiswah) ซึ่งเป็นผ้าคลุมกะอ์บะฮ์ในเมืองมักกะฮ์ ให้เป็นของขวัญแก่ เจฟฟรีย์ เอพสไตน์ [อดีตผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศชาวอเมริกันผู้ล่วงลับ]”

    จากนั้น อัล ฮูซีได้เรียกร้องให้ชาวมุสลิมทั่วโลกตระหนักถึงบทบาทของซาอุดีอาระเบียในการกระพือความแตกแยกในหมู่ประเทศมุสลิม และการบ่อนทำลายการสนับสนุนที่มีต่อปาเลสไตน์

    ผู้นำกลุ่มอันซอรุลลอฮ์แห่งเยเมนกล่าวเน้นย้ำว่า รัฐบาลมุสลิมควรยืนหยัดเคียงข้างประเทศปาเลสไตน์ ไม่ใช่อย่างซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นพันธมิตรร่วมกับสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และอิสราเอล ในการต่อต้าน (อุมมะฮ์) ประชาชาติมุสลิม

    อัล ฮูซี ระบุว่า ประชาชาติเยเมน แม้จะเผชิญกับความท้าทายอย่างร้ายแรงและความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ก็ยังคงมุ่งมั่นในสิทธิอันชอบธรรมของตน และข้อกังวลของโลกมุสลิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นปาเลสไตน์

    ผู้นำกลุ่มอันซอรุลลอฮ์เน้นย้ำว่า รัฐบาลซานายินดีรับเจตนาอันบริสุทธิ์ของซาอุดีอาระเบียในการยุติการรุกรานและการปิดล้อมเยเมน ถอนกำลังออกจากดินแดนเยเมนที่ถูกยึดครอง และปลดล็อกสินทรัพย์ของเยเมนที่ถูกอายัดไว้

    ท้ายที่สุด ผู้นำกลุ่มอันซอรุลลอฮ์แห่งเยเมนได้เรียกร้องให้ชาวเยเมนทุกคน รักษาความพร้อมในการคงการระดมพลเอาไว้ ปฏิรูปสถาบันต่าง ๆ ของรัฐ เผชิญหน้าต่อต้านกับการปิดล้อมและการรุกรานของซาอุดีอาระเบีย และยกระดับขีดความสามารถทางทหารและความมั่นคงให้ดียิ่งขึ้นไปอีก


ที่มา : สำนักข่าวเพรสทีวี

Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่

ผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้

มี 286 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

31194796
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
2116
11310
29322
31099581
206853
362837
31194796

อ 22 ก.ย. 2026 :: 04:37:22