โอมาร์ อัล-บูค็อยตี โฆษกรัฐบาลเยเมน ได้ออกมาประณามการโจมตีเยเมนอย่างต่อเนื่องของซาอุดีอาระเบียเมื่อเร็ว ๆ นี้ พร้อมทั้งเตือนกลุ่มประเทศอาหรับและประเทศมุสลิมไม่ให้เข้าร่วมกับการรุกรานของริยาดที่มีเป้าหมายโจมตีประชาชนชาวเยเมน
เมื่อวันอังคาร (22 ก.ย.) อัล-บูค็อยตี กล่าวถึงการโจมตีเรือนจำของซาอุดีอาระเบีย โดยระบุว่า 'การพุ่งเป้าโจมตีเชลยศึกชาวซาอุดีอาระเบีย แสดงให้เห็นถึงความเสื่อมทรามทางศีลธรรมอย่างสิ้นเชิงของราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย' และกล่าวเสริมว่า รัฐบาลริยาด 'ไม่ได้แยแสแม้กระทั่งเลือดเนื้อของกลุ่มคนที่ต่อสู้เพื่อกองทัพของตนเองเลยด้วยซ้ำ
โฆษกรัฐบาลเยเมนระบุว่า ในช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา ซาอุดีอาระเบียได้ก่ออาชญากรรมและการสังหารหมู่ครั้งใหม่ในจังหวัดอัล-เฌาฟ์ และจังหวัดตาอิซ ซึ่งรวมถึง 'อาชญากรรมอันโหดร้ายทางศีลธรรม' ที่พุ่งเป้าโจมตีบ้านพักอาศัยหลังหนึ่ง
อัล-บูค็อยตี รายงานว่า มีผู้เสียชีวิต 6 ราย ซึ่งรวมถึงเด็ก 2 รายและผู้หญิง 1 ราย และมีพลเรือนได้รับบาดเจ็บอีกหลายคนจากการโจมตีดังกล่าว ซึ่งเป็น 'หลักฐานเพิ่มเติมที่แสดงให้เห็นถึงธาตุแท้และสันดานอาชญากรของระบอบปกครองซาอุดีอาระเบีย
เขากล่าวยังเสริมว่า อาชญากรรมในครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นว่า ประชาชนชาวเยเมนมี 'ความชอบธรรมอย่างเต็มที่' ในการตอบโต้การรุกรานของศัตรูและปกป้องตนเอง
โฆษกรัฐบาลเยเมนได้กล่าวเรียกร้องว่า บรรดาผู้ที่ถูกชักจูงไปในทางที่ผิดควรเรียนรู้จากอาชญากรรมในครั้งนี้ และรีบถอนตัวออกจากค่ายทหารของซาอุดีอาระเบียโดยเร็ว ซึ่งค่ายเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเพียง 'เชื้อเพลิงในการยกระดับอาชญากรรมของประเทศนี้ที่มีต่อประชาชนชาวเยเมน'
เขาชี้ให้เห็นว่า การพุ่งเป้าโจมตีผู้หญิงและทารกในเมืองมอคคา (Mokha) ยังช่วยเตือนให้โลกตระหนักถึง 'การสังหารหมู่ อันโหดร้ายทารุณ' ของรัฐบาลริยาด ที่กระทำต่อผู้หญิงและเด็กชาวเยเมนตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิตไปแล้วมากกว่า 60,000 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก
อัล-บูค็อยตี กล่าวว่า ประเทศบางประเทศได้แสดงออกถึงความสามัคคีและยืนหยัดเคียงข้างซาอุดีอาระเบียที่เป็นผู้ก่อเหตุ ในขณะเดียวกันกลับออกมาประณามการตอบโต้ที่ชอบด้วยกฎหมายของประชาชนชาวเยเมน ทั้ง ๆ ที่พวกเขาต้องเผชิญกับการรุกรานมาโดยตลอดก็ตาม
เจ้าหน้าที่เยเมนรายนี้ได้เรียกร้องให้กลุ่มประเทศอาหรับและประเทศมุสลิม อย่าได้เข้าไปมีส่วนร่วมใน 'ความพยายามอันเป็นอาชญากรรม' ของศัตรู (ซาอุดีอาระเบีย) ที่หวังจะลากประเทศเหล่านั้นเข้ามาร่วมรุกรานประชาชนชาวเยเมนผู้ถูกกดขี่
อัล-บูค็อยตี กล่าวว่า รัฐบาลของกลุ่มประเทศอาหรับและประเทศมุสลิม ควรพุ่งเป้าความพยายามไปที่การเผชิญหน้ากับ 'ภัยคุกคามที่แท้จริงและเป็นภัยคุกคามร่วมกัน' ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับประชาชนชาวปาเลสไตน์ผู้ถูกกดขี่ ดินแดนที่ถูกยึดครองของพวกเขา รวมถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาอิสลาม
เขากล่าวเน้นย้ำว่า นั้นคือ (ระบอบปกครองอิสราเอล) คือศัตรูร่วมกันที่คุกคามบุตรหลานทุกคนของประชาชาติมุสลิม (อุมมะฮ์)
สงครามและการปิดล้อมเยเมนโดยพันธมิตรที่นำโดยซาอุดีอาระเบีย ซึ่งดำเนินมานานกว่าหนึ่งทศวรรษ เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 2015 เมื่อรัฐบาลริยาดเข้าแทรกแซงทางการทหารเพื่อฟื้นฟูระบอบการปกครองเก่า และได้ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียยังคงเดินหน้าโจมตีประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง
ซาอุดีอาระเบียได้เพิ่มความรุนแรงในการรุกรานอย่างมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่เยเมนรายงานว่า มีการโจมตีทางอากาศหลายร้อยครั้งทั่วประเทศ ขณะที่ริยาดพยายามฟื้นฟูระบอบการปกครองที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบียในซานา
กองกำลังติดอาวุธเยเมนได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีครั้งใหญ่ตามแนวชายฝั่งทะเลแดง ขับไล่กลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบียออกจากตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ และยึดเมืองท่ามอคคาก่อนที่จะรุกคืบไปยังบาบ อัล มันเดบ
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กองกำลังเยเมนสามารถยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์และเกาะต่าง ๆ โดยรอบเส้นทางเดินเรือเอาไว้ได้ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งที่ตั้งของตนเอง ณ จุดยุทธศาสตร์ทางทะเลที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ
ที่มา : สำนักข่าว อัล อาลัม
Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่