ผู้บัญชาการกองกำลังกุดส์แห่งกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) กล่าวว่า สหรัฐอเมริกาได้ถูกขับไล่ออกจากอิรัก และเผชิญกับความพ่ายแพ้อย่างน่าอับอายต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ทั้งที่มีทรัพยากรและยุทโธปกรณ์มากมายมหาศาลก็ตาม
นายพล อิสมาเอล กออานี ได้กล่าวถ้อยแถลงดังกล่าวเมื่อคืนวันพฤหัสบดี ( 1 ต.ค.) ที่ผ่านมา ในพิธี “นัสร์ กอรีบ” (Nasr Qarib) ณ กรุงเตหะราน ซึ่งจัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงการครบรอบ 2 ปีแห่งการพลีชีพเพื่อศาสนา (มรณสักขี) ของเหล่าผู้นำขบวนการต่อต้านแห่งเลบานอน ซึ่งรวมถึง ซัยยิด ฮัสซัน นัสรุลลอฮ์ และ ซัยยิด ฮาชิม ศอฟียุดดีน
นายพล กออานี กล่าวว่า การรำลึกครบรอบในปีนี้มีขึ้นใน ช่วงเวลาที่สหรัฐฯ ได้ถูกขับไล่ออกจากอิรัก ทั้งที่มีทรัพยากรและยุทโธปกรณ์มากมายมหาศาลก็ตาม และประชาชนชาวอิรักกำลังเฉลิมฉลองชัยชนะครั้งนี้ ซึ่งต้องขอบคุณการยืนหยัดต่อสู้ของชนชาติอิรักและเหล่าวีรบุรุษแห่งแนวรบฝ่ายต่อต้าน (Resistance Front) ”
เขากล่าวเสริมว่า แม้ว่า เงื่อนไขต่าง ๆ จะยังคงยากลำบาก แต่แนวรบฝ่ายต่อต้านกำลังรุดหน้าต่อไปด้วยความเมตตาและอานุภาพแห่งพระผู้เป็นเจ้า “ในวันนี้ เราได้ประจักษ์ถึงความเป็นอันหนึ่งเดียวกันของทุกสมรภูมิภายในแนวรบฝ่ายต่อต้าน โดยที่องค์ประกอบแต่ละส่วนต่างทำให้ศัตรูตั้งตัวไม่ติด ผ่านการวางแผนที่รอบคอบและการดำเนินการที่ผ่านการคำนวณมาอย่างแม่นยำ
นายพล กออานี กล่าวว่า ฝ่ายอเมริกันเคยจินตนาการไว้ว่า พวกตนจะสามารถบีบให้อิหร่านยอมจำนนได้ภายใน 4 วัน หรืออย่างมากที่สุดคือ 2 สัปดาห์ “แต่พวกเขากลับต้องเผชิญกับความจริงที่แตกต่างไปจากที่ประเมินไว้ราวฟ้ากับดิน
นายพล กออานี กล่าวรำลึกถึงคำชี้แนะของท่านผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติอิสลามผู้ล่วงลับ อายาตุลลอฮ์ ซัยยิด อาลี ฮุสเซนนี คอเมเนอี โดยระบุว่า ในระหว่างการนำนมาซวันศุกร์ “นัสร์ กอรีบ” (Nasr Qarib) ซึ่งจัดขึ้นหนึ่งสัปดาห์หลังจากการพลีชีพของ ซัยยิด ฮัสซัน นัสรุลลอฮ์ นั้น ท่านผู้นำสูงสุดได้เน้นย้ำว่า ความเป็นเอกภาพของชาวมุสลิมจะนำมาซึ่งเกียรติยศ และด้วยพระปรีชาญาณแห่งสรวงสวรรค์ สิ่งนี้จะเป็นการปูทางไปสู่การบรรลุเป้าหมายของพวกเขา
นายพล กออานี กล่าวว่า ท่านผู้นำสูงสุดระบุว่า “ทุกชนชาติจะต้องตื่นตัวอยู่เสมอต่อการรุกรานของศัตรูที่มุ่งเป้าไปยังชนชาติอื่น และต้องให้การสนับสนุนประชาชนที่ถูกกดขี่ เพราะหากศัตรูประสบความสำเร็จในพื้นที่หนึ่งแล้ว พวกมันก็จะมุ่งเป้าไปยังพื้นที่ถัดไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
ผู้นำสูงสุดผู้ล่วงลับได้เรียกร้องให้มีการเสริมสร้าง ‘แนวป้องกัน การขับเคลื่อนเพื่ออิสรภาพ และศักดิ์ศรี’ ทั่วทั้งโลกอิสลาม นับตั้งแต่แอฟกานิสถานไปจนถึงเยเมน และจากอิหร่านไปจนถึงฉนวนกาซาและเลบานอน
เขากล่าวเสริมว่า ในวันนี้ ด้วยโลหิตของเหล่ามรณสักขี เช่น ซัยยิด ฮัสซัน นัสรุลลอฮ์ และ ซัยยิด ฮาเชม ศอฟียุดดีน ความเป็นเอกภาพของกลุ่มประเทศอิสลามกำลังแข็งแกร่งยิ่งขึ้น และกองกำลังที่สร้างความแตกแยกกำลังเผชิญกับความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ที่เคยมีมา”
ในส่วนของอิรัก ผู้บัญชาการกองกำลังกุดส์ (Quds Force) กล่าวว่า ประเทศอิรักได้ขับไล่สหรัฐอเมริกาออกไปแล้ว และด้วยอนุมัติของพระผู้เป็นเจ้า (หากพระองค์ทรงประสงค์) การประสานงานร่วมกันระหว่างรัฐบาล สถาบันต่าง ๆ ของรัฐ และเหล่าบุตรหลานแห่งขบวนการต่อต้าน (Resistance) จะนำพาอิรักไปสู่ความเป็นอยู่ที่ดี ความมั่นคง และอธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้น
นายพล กออานี กล่าวว่า ร่องรอยที่ยังหลงเหลืออยู่ของยุทธศาสตร์การปรากฏตัวของสหรัฐฯ ในสมรภูมิอื่น ๆ จะต้องถูกขจัดให้หมดสิ้นไปเช่นกัน พร้อมกับระบุเสริมว่า สัญญาณต่าง ๆ ของกระบวนการนี้ได้เริ่มปรากฏให้เห็นแล้วในปัจจุบัน
นายพล กออานี กล่าวว่า วอชิงตันกำลังพยายามลดทอนความสำคัญของการที่ตนเองถูกขับไล่ออกจากอิรักในสายตาของประชาคมโลก ด้วยการหยิบยกประเด็นรองอื่น ๆ ขึ้นมาบังหน้า เช่น เรื่องเที่ยวบินของเครื่องบินต่าง ๆ
นายพล กออานี ระบุว่า บุตรหลานแห่งขบวนการต่อต้านยังคงยืนหยัดรักษาการปรากฏตัวของพวกตนในภูมิภาคที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง นั่นคืออิรัก อย่างมั่นคง ด้วยความรอบคอบและการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ ในขณะที่พวกเขาเดินหน้าต่อไปบนเส้นทางของตนเอง
นายพล กออานี กล่าวว่า สหรัฐอเมริกาและระบอบไซออนิสต์ได้เปิดฉากโจมตีเพื่อพยายามบีบให้สาธารณรัฐอิสลามยอมจำนน “ตลอดระยะเวลา 47 ปีที่ผ่านมา สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านต้องเผชิญกับแผนการร้ายและการดำเนินการอันเป็นปฏิปักษ์ต่าง ๆ นานา จากสหรัฐฯ อาชญากร และเมื่อพวกเขาตระหนักว่า บรรดาตัวกลางหรือวิธีการอื่น ๆ ไม่ได้ผลลัพธ์ใด ๆ สหรัฐฯ และระบอบไซออนิสต์จึงได้เปิดฉากโจมตีร่วมกันต่ออิหร่าน
นายพล กออานี กล่าวว่า แผนการของพวกเขาคือ การบีบบังคับให้ยอมจำนนภายในเวลาไม่กี่วัน “อย่างไรก็ตาม ด้วยความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้าและภายใต้คำชี้แนะของท่านผู้นำสูงสุด ชนชาติอิหร่านได้ยืนหยัดอย่างมั่นคงและทรงพลัง และแผนการร้ายของศัตรูก็พังทลายลงครั้งแล้วครั้งเล่า
นายพล กออานี กล่าวเสริมว่า แม้ในห้วงเวลาที่สงครามทวีความรุนแรงถึงขีดสุด สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านก็ไม่เคยทอดทิ้งมิตรสหาย หรือชนชาติต่าง ๆ ที่ถูกกดขี่โดยสหรัฐฯ และระบอบไซออนิสต์ อิหร่านได้ยืนหยัดเคียงข้างพวกเขามาจนถึงทุกวันนี้ และจะยังคงทำเช่นนั้นต่อไปในอนาคต
เมื่อกล่าวถึงเลบานอน กออานีระบุว่า กลุ่มฮิซบุลลอฮ์ได้ต่อสู้อย่างกล้าหาญในสงครามที่ยากลำบากที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่ก่อตั้งกลุ่มขึ้นมา “แม้ว่าการโฆษณาชวนเชื่อจะอ้างว่า ฮิซบุลลอฮ์ถูกทำลายล้างและไม่มีขีดความสามารถที่จะต่อต้านได้อีกต่อไปแล้วก็ตาม แต่นักรบของฮิซบุลลอฮ์กลับเข้าสู่สนามรบเพียงแค่สองวันหลังจากสงครามเริ่มต้นขึ้น และเกิดขึ้นหลังจากที่ผู้นำผู้สูงส่งของเราได้พลีชีพเพื่อศาสนา (ชะฮีด) โดยพวกเขาได้ต่อสู้อย่างอาจหาญจนทำให้ทั้งมิตรสหายและศัตรูทั่วโลกต่างต้องประหลาดใจ
นายพล กออานี ได้อธิบายว่า คำพูดของ เชค นาอิม กอเซ็ม เลขาธิการกลุ่มฮิซบุลลอฮ์นั้นมีความเหมาะสมและตรงประเด็นเป็นอย่างยิ่ง ที่ว่า : “พวกเราต่อสู้ด้วยจิตวิญญาณแห่งวันอาชูรอและความเพียรพยายามแห่งกัรบะลาอ์
นายพล กออานี กล่าวเน้นย้ำว่า ผมขอประกาศยืนยันอย่างชัดแจ้งเลยว่า ระบอบไซออนิสต์สูญเสียกำลังพลและมีผู้เสียชีวิตในสงครามครั้งนี้ มากกว่าช่วงเวลาใด ๆ ตลอดการดำรงอยู่ อันชั่วร้ายของพวกเขา ทว่าพวกเขากลับปกปิดตัวเลขความสูญเสียดังกล่าวเอาไว้
นายพล กออานี กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า แนวรบฝ่ายต่อต้านจะยังคงเดินหน้าต่อไปบนเส้นทางของตนด้วยเกียรติยศและความภาคภูมิใจ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากโลหิตของเหล่ามรณสักขี และแนวทางที่ ซัยยิด ฮัสซัน นัสรุลลอฮ์ และ ซัยยิด ฮาชิม ศอฟียุดดีน ได้วางรากฐานไว้
ก่อนหน้านั้น เมื่อวันพฤหัสบดี กองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ระบุว่า การถอนกำลังทหารของสหรัฐฯ ออกจากอิรัก ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการถูกขับไล่ออกจากภูมิภาคเอเชียตะวันตกและโลกมุสลิมทั้งหมด
เมื่อวันพุธ (30 ก.ย.) ที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ ได้เสร็จสิ้นการถอนกำลังทหารออกจากอิรัก โดยทหารกลุ่มสุดท้ายได้เดินทางออกจากฐานทัพในเมืองเออร์บิล ภายใต้ข้อตกลงระหว่างรัฐบาลแบกแดดและวอชิงตัน เพื่อยุติการยึดครองทางทหารที่นำโดยสหรัฐฯ
นายกรัฐมนตรี อาลี อัล-ซัยดี แห่งอิรัก ซึ่งเป็นประธานในพิธีส่งมอบหน้าที่ ได้อธิบายถึงการถอนกำลังทหารดังกล่าวว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ “บทใหม่” ถูกกำหนดโดยอำนาจอธิปไตยของอิรัก สถาบันต่าง ๆ ของรัฐที่แข็งแกร่งขึ้น และ “ความเป็นหุ้นส่วนที่สมดุลกับมิตรสหายของประเทศ
สหรัฐอเมริกาได้เปิดฉากบุกโจมตีอิรักในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) เพื่อโค่นล้มระบอบการปกครองของซัดดัม ฮุสเซน โดยกล่าวอ้างอย่างเป็นเท็จว่า รัฐบาลแบกแดดมีอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (WMDs) ไว้ในครอบครอง
กองกำลังผสมพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐฯ ได้ถอนกำลังออกจากอิรักในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011) แต่ได้กลับเข้ามาอีกครั้งในปี พ.ศ. 2557 (ค.ศ. 2014) โดยใช้เหตุการณ์ที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายตักฟีรี 'ดาอิช' (ไอซิส) เข้ายึดครองดินแดนเป็นวงกว้าง มาเป็นข้ออ้างในการกลับเข้ามาปรากฏตัวทางทหารระลอกใหม่
ที่มา : สำนักข่าว เพรสทีวี
Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่