ทางการเยเมน ชี้ ระบอบซาอุดีอาระเบีย คือภัยคุกคามต่อศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่เยเมน
ทางการเยเมน ชี้ ระบอบซาอุดีอาระเบีย คือภัยคุกคามต่อศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่เยเมน

กระทรวงการต่างประเทศของเยเมนเน้นย้ำว่า ระบอบซาอุดีอาระเบียที่เป็น 'อาชญากร' ต่างหากที่เป็นภัยคุกคามต่อศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม ไม่ใช่กรุงซานา ซึ่งได้เสียสละเพื่อปกป้องสถานที่เหล่านั้นมาโดยตลอด

    ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ซาอุดีอาระเบียได้กล่าวหากองทัพเยเมนว่า ลักลอบโจมตีสถานีจ่ายกระแสไฟฟ้าในเมืองมาดีนะห์ ซึ่งเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยสถานีดังกล่าวเป็นแหล่งจ่ายไฟฟ้าให้แก่ มัสยิดอัน นะบะวี (มัสยิดของท่านศาสดา (ซ้อลฯ)ในนครมาดีนะห์) ทั้งนี้ รายงานระบุว่า การโจมตีที่ถูกกล่าวอ้างนั้นส่งผลให้หม้อแปลงไฟฟ้าชำรุดเสียหายจนใช้งานไม่ได้ 1 ตัว แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าในภาพรวม

    กระทรวงการต่างประเทศของเยเมนได้ออกแถลงการณ์วิพากษ์วิจารณ์กรุงริยาดอย่างรุนแรง เกี่ยวกับการตอกย้ำ 'เรื่องโกหกบิดเบือน' ซ้ำ ๆ และการแสวงหาผลประโยชน์จากความศักดิ์สิทธิ์ของศาสนสถานของชาวมุสลิม

    ถ้อยแถลงดังกล่าวเน้นย้ำว่า ระบอบซาอุดีอาระเบียที่เป็น 'อาชญากร' ต่างหากที่เป็นภัยคุกคามต่อศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ของประชาชาติมุสลิม (อุมมะฮ์) ไม่ใช่เยเมน

    ข้อความในแถลงการณ์ระบุว่า 'เยเมนต่างหาก คือ ผู้ที่ยอมเสียสละครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อปกป้องศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น

    ถ้อยแถลงระบุว่า การกล่าวหาดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่คณะผู้แทนจากราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียได้พบปะอย่างลับ ๆ กับเจ้าหน้าที่ของอิสราเอลในประเทศเพื่อนบ้าน

    มีรายงานว่า คณะผู้แทนจากซาอุดีอาระเบียได้เข้าร่วมการประชุมระหว่าง เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และ เชค มูฮัมมัด บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน ประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ณ กรุงอาบูดาบี ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

    กระทรวงการต่างประเทศของเยเมนได้ประณามราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียเกี่ยวกับการ 'เปลี่ยนศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ให้กลายเป็นโครงการลงทุนของระบอบซาอุดีอาระเบียที่เป็นอาชญากร' พร้อมระบุว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็น 'การลบหลู่ดูหมิ่นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมอย่างร้ายแรง

    แถลงการณ์ระบุว่า 'ระบอบซาอุดีอาระเบียไม่มีความเหมาะสมที่จะดูแลจัดการมัสยิดศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองแห่ง และไม่สามารถได้รับความไว้วางใจให้ดูแลศาสนสถานต่าง ๆ ของศาสนาอิสลามได้อีกต่อไป

ริยาดต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อการโจมตีใด ๆ ที่เกิดขึ้นกับศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์

    มะฮ์ดี อัล-มาชัต ประธานสภาการเมืองสูงสุดของเยเมน ระบุว่า ข้อกล่าวหาของซาอุดีอาระเบียเป็น 'ความพยายามที่สิ้นหวังในการระดมความคิดเห็นของสาธารณชนชาวมุสลิม ผู้ซึ่งได้ตระหนักถึงความจริงเกี่ยวกับความเป็นปฏิปักษ์ของระบอบราชวงศ์อาลิ ซาอูด ที่มีต่อศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงการละเมิดความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่เหล่านั้นแล้ว

    ประธานสภาการเมืองสูงสุดของเยเมน ได้เน้นย้ำว่า ระบอบซาอุดีอาระเบียต้องเป็นผู้รับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อการโจมตีใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับเมืองศักดิ์สิทธิ์อย่างมักกะฮ์และมาดีนะห์ รวมถึงต่อผู้แสวงบุญ พร้อมทั้งกล่าวเตือนให้ระวังการสร้างสถานการณ์โจมตีเพื่อป้ายสี (False-flag attack) ต่าง ๆ

    อัล-มาชัต ได้เรียกร้องให้ชาวมุสลิมอย่าได้หลงเชื่อ 'คำโกหกของระบอบซาอุดีอาระเบียที่เป็นอาชญากร' ซึ่งได้ 'เปลี่ยนดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ของมัสยิดทั้งสองแห่งให้กลายเป็นสถานที่เพื่อความบันเทิงเริงรมย์ เป็นที่จัดแสดงของเหล่านักเต้นหญิง และเปิดประตูต้อนรับความไม่เหมาะสมดีงามภายใต้ข้ออ้างเรื่องความบันเทิง

    เขาเน้นย้ำว่า เยเมน ซึ่งได้ดำเนินมาตรการโจมตีโต้ตอบ เพื่อสนับสนุนปาเลสไตน์และมัสยิดอัล อักซอ มีความพร้อมที่จะปกป้องศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ในซาอุดีอาระเบีย 'ด้วยทุกวิถีทางที่เป็นไปได้

    ประชาชาติมุสลิมแห่งเยเมนได้ร่วมทำสงครามครั้งใหญ่กับกลุ่มมหาอำนาจทางทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ซึ่งได้แก่ อเมริกา อังกฤษ และกลุ่มศัตรูอิสราเอลผู้แย่งชิงดินแดน เพื่อปกป้องมัสยิดอัล อักซอ และมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการปกป้องนครมักกะฮ์ วิหารอันศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้า (กะบะฮ์) นครมาดีนะห์ หรือมัสยิดอันนาบะวี (มัสยิดของศาสดา) ด้วยทุกวิถีทางที่เป็นไปได้

‘ข้อกล่าวหาที่ปราศจากมูลความจริง’

    แหล่งข่าวทางทหารประจำกระทรวงกลาโหมของเยเมนได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาของซาอุดีอาระเบียเช่นกัน โดยระบุว่า ปราศจากมูลความจริงโดยสิ้นเชิง

    เรื่องโกหกที่กุขึ้นมาล่าสุดนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อปกปิดความล้มเหลวของ [ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย] ในการโฆษณาชวนเชื่อข้ออ้างก่อนหน้านี้ที่ว่า [เยเมน] มุ่งเป้าโจมตีนครมักกะฮ์ ตลอดจนความล้มเหลวในการเข้าครอบงำหรือทำตัวเป็นผู้ปกครองเหนือประชาชนชาวเยเมน

    แหล่งข่าวรายดังกล่าวเน้นย้ำถึงสิทธิ์ของกองทัพเยเมนในการตอบโต้ต่อ ข้อกล่าวหาอันเป็นเท็จเหล่านี้

    ฎ็อยฟุลลอฮ์ อัล-ชามี สมาชิกสำนักการเมือง (Political Bureau) ของขบวนการต่อต้านอันซอรุลลอฮ์แห่งเยเมน ได้กล่าวสนับสนุนความเห็นของแหล่งข่าวรายดังกล่าวเช่นกัน โดยระบุว่า ระบอบซาอุดีอาระเบียหันมาใช้วิธีกล่าวหาชาวเยเมนว่า มุ่งเป้าโจมตีโรงไฟฟ้าในเมืองมาดีนะห์ หลังจากที่ประสบความล้มเหลวในการโฆษณาชวนเชื่อเรื่องโกหกที่ว่า นครมักกะฮ์ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีโดยโดรนของเยเมนเมื่อเดือนที่ผ่านมา

    เขาเน้นย้ำว่า เรื่องโกหกเช่นนี้จะไม่สามารถหลอกลวงประชาชนชาวเยเมนได้ พร้อมชี้ว่า การกระทำดังกล่าวเท่ากับการกล่าวหาและดูหมิ่นเกียรติยศในการเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลามของพวกเขา ซึ่งผลกระทบจากข้อกล่าวหานี้สร้างความเจ็บปวดให้แก่ชาวเยเมน ยิ่งกว่าการโจมตีทางอากาศคร่าชีวิตผู้คนหรือการสังหารเด็กและสตรีโดยฝีมือของซาอุดีอาระเบียเสียอีก

    สถานการณ์ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ มีขึ้นหลังจากที่กองทัพเยเมนและนักรบของขบวนการอันซอรุลลอฮ์ได้รุกคืบอย่างรวดเร็วไปตามแนวชายฝั่งตะวันตกของเยเมน จนสามารถเข้าควบคุมช่องแคบบาบ อัล มันเดบได้สำเร็จ ตลอดจนความล้มเหลวของกรุงริยาดในการร้องขอความช่วยเหลือที่ไม่ได้รับการตอบสนอง 

สถานการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นภายหลังความคืบหน้าอย่างรวดเร็วของกองทัพเยเมนและนักรบกลุ่มอันซารุลเลาะห์ในการรุกคืบตามแนวชายฝั่งตะวันตกของเยเมนและการเข้าควบคุมช่องแคบบับอัลมันดับ (Bab al-Mandab Strait) รวมถึงความล้มเหลวในการเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากริยาดที่ไม่ได้รับการตอบสนอง

    กองทัพเยเมนยังคงเดินหน้าเสริมสร้างความมั่นคงในที่มั่นของตนตามแนวชายฝั่งตะวันตกอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งดำเนินมาตรการเพิ่มเติมเพื่อสกัดกั้นความพยายามใด ๆ ของกลุ่มทหารรับจ้างที่สนับสนุนโดยซาอุดีอาระเบีย ในการที่จะกอบกู้สถานการณ์จากการสูญเสียของพวกเขา

    เป็นเวลาร่วมทศวรรษที่ซาอุดีอาระเบียได้บังคับใช้มาตรการปิดล้อมทางบก ทางทะเล และทางอากาศอย่างรุนแรงจนส่งผลกระทบอย่างสาหัส ซึ่งองค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ระบุซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนให้เกิดวิกฤตการณ์ทางมนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุดในโลก

    การปิดล้อมดังกล่าวมีเป้าหมายโดยเจตนาเพื่อทำลายขีดความสามารถของเยเมนในการนำเข้าอาหาร เชื้อเพลิง และยารักษาโรค ในขณะเดียวกันก็พยายามลักลอบสูบและปล้นชิงทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของประเทศไปพร้อม ๆ กัน

    ด้วยการนำขีดความสามารถทางเรือขั้นสูงที่ใช้อาวุธแบบอสมมาตรมาปรับใช้ ซึ่งรวมถึงการใช้โดรนและขีปนาวุธ ส่งผลให้เยเมนสามารถเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบการตั้งรับอย่างเดียว ไปสู่การเปิดฉากกดดันฝ่ายตรงข้ามอย่างเชิงรุก

    กลยุทธ์นี้ออกแบบมาเพื่อสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและการทหารโดยตรงต่อระบอบซาอุดีอาระเบีย จนกว่าการปิดล้อมถูกยกเลิกอย่างถาวร สงครามยุติลง และอธิปไตยโดยสมบูรณ์ของเยเมนได้รับการฟื้นฟู


ที่มา : สำนักข่าว เพรสทีวี

Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่

ผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้

มี 106 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

31318703
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
17100
9310
67836
31165474
26410
304350
31318703

ศ 02 ต.ค. 2026 :: 23:25:48