109 ปีแห่งความอยุติธรรม : จากตราบาปปฏิญญาบัลโฟร์ สู่มหากาพย์การต่อสู้ของปาเลสไตน์และพันธมิตรแกนร่วมแห่งการต่อต้าน
109 ปีแห่งความอยุติธรรม : จากตราบาปปฏิญญาบัลโฟร์ สู่มหากาพย์การต่อสู้ของปาเลสไตน์และพันธมิตรแกนร่วมแห่งการต่อต้าน

วันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1917 คือ วันที่ประวัติศาสตร์โลกจารึกหน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดของชาวอาหรับ เมื่ออาร์เธอร์ บัลโฟร์ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษในขณะนั้น ลงนามใน “ปฏิญญาบัลโฟร์” (Balfour Declaration) ยกดินแดนปาเลสไตน์ให้กับขบวนการไซออนิสต์ เพื่อจัดตั้งรัฐยิว

    โดยละเลยสิทธิ อธิปไตย และเสียงของชาวอาหรับท้องถิ่นที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ ในมุมมองของปาเลสไตน์และโลกอาหรับ เอกสารความยาวไม่กี่บรรทัดนี้ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของสันติภาพ แต่เป็น “ตราบาปแห่งลัทธิจักรวรรดินิยม” และเป็นสารตั้งต้นของโศกนาฏกรรม “นัคบา” (Nakba) ที่ทำให้ชาวปาเลสไตน์นับแสนต้องกลายเป็นคนพลัดถิ่น และนำมาสู่สงครามที่ยังคงหลั่งเลือดมาจนถึงปัจจุบัน

จากวันนั้นถึงวันนี้ : รากเหง้าแห่งการกดขี่สู่สงครามในปัจจุบัน

    ตลอด 109 ปีที่ผ่านมา การต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์ได้วิวัฒนาการจากการประท้วงของประชาชนและการสู้รบด้วยอาวุธแบบดั้งเดิม สู่การเผชิญหน้าในระดับภูมิภาค สงครามรอบล่าสุดในฉนวนกาซาและเวสต์แบงก์ในปัจจุบัน ถูกมองว่าเป็นผลลัพธ์โดยตรงจากความพยายามในการกดขี่ที่สะสมมานานกว่าศตวรรษ ชาวปาเลสไตน์มองว่า การลุกฮือขึ้นสู้ในปัจจุบันคือ สิทธิอันชอบธรรมในการปลดปล่อยแผ่นดินจากการยึดครอง (Occupation)

    อย่างไรก็ตาม สมรภูมิในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในผืนแผ่นดินปาเลสไตน์อีกต่อไป แต่ได้ขยายวงกว้างไปสู่เครือข่ายพันธมิตรระดับภูมิภาคที่เรียกตนเองว่า “แกนร่วมแห่งการต่อต้าน” (Axis of Resistance) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนและสนับสนุนการต่อสู้กับอิสราเอลและพันธมิตรสากลอย่างสหรัฐอเมริกา โดยสามารถแยกแยะฝ่ายและบทบาทในภูมิภาคอาหรับได้อย่างชัดเจน ดังนี้ :

โครงสร้างและบทบาทของ "แกนร่วมแห่งการต่อต้าน" (Axis of Resistance)

    แกนร่วมนี้ เป็นการจับมือกันของกลุ่มการเมือง ชาตินิยม และกองกำลังติดอาวุธ (ส่วนใหญ่เป็นสายสำนักคิดชีอะห์ แต่มีกลุ่มซุนนีอย่างฮามาสร่วมด้วย) โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือ การต่อต้านอิทธิพลของไซออนิสต์และสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง

 

    1. ฝ่ายนำและผู้สนับสนุนหลัก (นอกโลกอาหรับ แต่เป็นศูนย์กลางเครือข่าย)

  • อิหร่าน : แม้ไม่ใช่ประเทศอาหรับ แต่อิหร่านคือ “ผู้อุปถัมภ์และแกนกลางหลัก” ของเครือข่ายทั้งหมด อิหร่านให้การสนับสนุนทั้งด้านการเงิน อาวุธ เทคโนโลยีขีปนาวุธ และการฝึกอบรมทางทหารแก่ทุกกลุ่มในแกนร่วมเพื่อคานอำนาจกับอิสราเอล

    2. ฝ่ายปฏิบัติการและกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาคอาหรับ (ผู้สนับสนุนปาเลสไตน์โดยตรง)

  • กลุ่มฮามาส (Hamas) และกลุ่มอิสลามิก ญิฮาด (PIJ) ในปาเลสไตน์ : เป็นกลุ่มชาวมุสลิมซุนนีที่อยู่บนแนวหน้าของสมรภูมิในฉนวนกาซาและเวสต์แบงก์ ได้รับการยอมรับจากแกนร่วมว่าเป็น "หัวหอก" ในการเผชิญหน้าโดยตรง
  • กลุ่มฮิซบุลลอฮ์ (Hezbollah) ในเลบานอน : กลุ่มการเมืองและกองกำลังติดอาวุธชีอะห์ที่ทรงพลังที่สุดในเลบานอน ทำหน้าที่เป็น “แนวรบด้านเหนือ” เปิดศึกยิงถล่มและสู้รบกับกองทัพอิสราเอลบริเวณชายแดน เพื่อดึงกำลังพลและทรัพยากรของอิสราเอลออกจากกาซา
  • กลุ่มอันซอรุลลอฮ์ หรือ "กลุ่มฮูตี" (Houthis) ในเยเมน : ควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของเยเมน ประกาศตัวสนับสนุนปาเลสไตน์อย่างสุดตัวโดยการใช้ “มาตรการปิดล้อมทางทะเล” โจมตีเรือสินค้าที่มีความเชื่อมโยงกับอิสราเอล สหรัฐฯ และอังกฤษในทะเลแดง รวมถึงการยิงขีปนาวุธระยะไกลข้ามประเทศไปตกในดินแดนอิสราเอล
  • กลุ่มกองกำลังต่อต้านของอิสลามในอิรัก (Islamic Resistance in Iraq) : เครือข่ายกองกำลังติดอาวุธชีอะห์ในอิรัก ทำหน้าที่โจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ ในอิรักและซีเรีย รวมถึงการยิงโดรนและขีปนาวุธโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ภายในอิสราเอล
  • รัฐบาลซีเรีย (ภายใต้อดีตประธานาธิบดี บัชชาร อัลอะซัด) : ซีเรียทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อมทางยุทธศาสตร์” และพื้นที่ส่งผ่านอาวุธยุทโธปกรณ์จากอิหร่านไปสู่ฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอน แม้จะบอบช้ำจากสงครามกลางเมือง แต่ซีเรียยังคงสถานะพันธมิตรที่เหนียวแน่นในแกนร่วมนี้

ท่าทีของกลุ่มประเทศอาหรับกระแสหลัก (Arab Mainstream)

    ในขณะที่ "แกนร่วมแห่งการต่อต้าน" ใช้กำลังทหารเข้าสู้ ประเทศอาหรับขนาดใหญ่อื่น ๆ ในภูมิภาค (เช่น ซาอุดีอาระเบีย อียิปต์ จอร์แดน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) มีแนวทางที่ต่างออกไป

  • การสนับสนุน: กลุ่มประเทศเหล่านี้สนับสนุนปาเลสไตน์ใน "ทางสัญญะ การทูต และมนุษยธรรม" เช่น การประณามอิสราเอลในเวทีโลกและการส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์
  • การวางตัว : พวกเขา “ไม่ได้เข้าร่วม” กับแกนร่วมแห่งการต่อต้าน เนื่องจากความต่างทางนิกายศาสนา (ซุนนี-ชีอะห์) และความกังวลว่า อิทธิพลของอิหร่านจะขยายตัว รวมถึงความต้องการรักษาสัมพันธไมตรีทางเศรษฐกิจและความมั่นคงกับโลกตะวันตก

บทสรุป 109 ปี แห่งการยืนหยัด

    ปฏิญญาบัลโฟร์ในปี ค.ศ. 1917 อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่มหาอำนาจตะวันตกขีดเส้นชะตากรรมให้ชาวปาเลสไตน์ แต่ในวาระครบรอบ 109 ปีนี้ สงครามในปัจจุบันได้พิสูจน์ให้เห็นว่า หน้าประวัติศาสตร์ถัดจากนี้ กำลังถูกเขียนขึ้นใหม่ด้วยหยาดเหงื่อและเลือดของชาวปาเลสไตน์ พร้อมด้วยพันธมิตรในภูมิภาคอาหรับที่ปฏิเสธจะยอมจำนนต่อนโยบายอาณานิคมยุคใหม่ การต่อสู้ที่เริ่มต้นจากก้อนหินในวันนั้น ได้กลายเป็นสงครามขีปนาวุธและเทคโนโลยีในวันนี้ ตราบใดที่สิทธิอันชอบธรรมและผืนแผ่นดินยังไม่ถูกคืนกลับมา เปลวไฟแห่งการต่อต้านที่จุดขึ้นเมื่อศตวรรษก่อนก็ไม่มีวันดับมอดลง


บทความ : SAHIBZAMAN

Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่

ผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้

มี 242 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

31685551
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
8120
9924
28543
31581504
28543
364715
31685551

อ 03 พ.ย. 2026 :: 19:17:59