จากการตรวจสอบแหล่งข้อมูลและรายงานอย่างเป็นทางการของอิสราเอลจำนวน 10 แห่ง เผยให้เห็นตัวเลขความสูญเสีย ผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ระบอบไซออนิสต์ได้รับ นับตั้งแต่เหตุการณ์ (ปฏิบัติการพายุอัล-อักซอ) วันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 2023 ซึ่งรวมถึงความเสียหายระหว่างการทำสงครามกับอิหร่าน
รัฐบาลไซออนิสต์จำเป็นต้องสร้างภาพลักษณ์ให้ดินแดนที่ยึดครองดูปลอดภัย เพื่อเดินหน้ายึดครองต่อไป และโน้มน้าวให้ผู้ตั้งถิ่นฐานยอมอาศัยอยู่ต่อ ซึ่งแม้จะเพลี่ยงพล้ำหรือได้รับความเสียหาย หรือถูกโจมตี แต่พวกเขาก็จำเป็นต้องลดทอนความรุนแรงของเหตุการณ์เหล่านั้นลง
ดังจะเห็นได้ว่า แม้ในช่วงแรกหลังเกิดเหตุ 7 ตุลาคม ค.ศ. 2023 (ปฏิบัติการพายุอัล-อักซอ) อิสราเอลได้พยายามโหมกระพือข่าวให้เหตุการณ์ดูสะเทือนขวัญและร้ายแรงเกินจริงมีขอบเขตความเสียหายมหาศาล เพื่อนำเสนอภาพเหตุการณ์ดังกล่าวให้ดูเลวร้าย ในการใช้เป็นข้ออ้างดึงเสียงสนับสนุนจากทั่วโลกในการเดินหน้าสำหรับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา แต่เมื่อสงครามขยายวงไปสู่การปะทะกับเลบานอนและอิหร่าน กลยุทธ์ของพวกเขากลับกลับตาลปัตร โดยหันมาประโคมข่าวความสูญเสียของฝ่ายตรงข้ามให้ใหญ่โต ขณะเดียวกันก็ปิดข่าวและกลบเกลื่อนความพยายามของฝั่งตนเอง โดยแสดงยอดผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรวมถึงความเสียหายทางวัตถุให้ดูเป็นเรื่องเล็กน้อยที่สุด
สถานการณ์ดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนเป็นพิเศษในช่วงสงคราม 40 วัน กับอิหร่าน เมื่อมาตรการเซ็นเซอร์ด้านความมั่นคงและทางการทหารของอิสราเอลทวีความเข้มงวดอย่างหนัก จนถึงขั้นสร้างความไม่พอใจให้กับสื่อตะวันตกอย่างบีบีซี (BBC) ซึ่งหากมองในภาพรวมแล้ว ถือเป็นสื่อที่พร้อมเอนเอียงรับใช้อิสราเอลอย่างเต็มที่ โดยในรายงานหลายชิ้น ผู้สื่อข่าวของบีบีซีต่างยอมรับตรงกันว่า รัฐบาลไซออนิสต์สั่งปิดกั้นไม่อนุญาตไม่ให้พวกเขาย่างกรายเข้าใกล้พื้นที่ใดก็ตามที่ถูกขีปนาวุธของอิหร่านโจมตีเลย
อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ในวาระครบรอบสามปีหลังเหตุการณ์ (ปฏิบัติการพายุอัล-อักซอ) 7 ตุลาคม ค.ศ. 2023 ทีมงานภาคภาษาฮิบรูของสำนักข่าวทัสนิม ได้ตรวจสอบแหล่งข้อมูลและรายงานอย่างเป็นทางการเชิงลึกของอิสราเอลจำนวน 10 แห่ง และค้นพบสถิติตัวเลขที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง แหล่งข้อมูลมีดังนี้
1. สถาบันประกันภัยแห่งชาติของอิสราเอล (Bituah Leumi) : รายงานลงวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ.2026
2. กระทรวงกลาโหมอิสราเอล (กระทรวงสงคราม) : จำนวนสมาชิกกองกำลังความมั่นคงที่เสียชีวิตในหน้าที่ รายงานลงวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ. 2026
3. กระทรวงกลาโหมอิสราเอล (กระทรวงสงคราม) กรมฟื้นฟูสมรรถภาพ : รายงานเรื่อง "สงครามสามปี" ลงวันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ. 2026
4. กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) : ข้อมูลผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากสงคราม (หน้าเว็บปรับปรุงข้อมูลเมื่อ 9 ตุลาคม ค.ศ. 2026)
5. INSS (สถาบันเพื่อการศึกษาความมั่นคงแห่งชาติของอิสราเอล) : แผงข้อมูล (Dashboard) สรุปสถานการณ์สงครามสามปี จำแนกตามแนวรบต่าง ๆ รวมถึงแนวรบอิหร่าน
6. หน่วยงานภาษีอากรของอิสราเอล (Israel Tax Authority) : กองทุนชดเชยความเสียหาย รายงานลงวันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ. 2026
7. ตารางรายละเอียดกองทุนชดเชยความเสียหายโดยอ้างอิงข้อมูลจากหน่วยงานภาษีอากร รายงานลงวันที่ 6–7 ตุลาคม ค.ศ. 2026
8. รายละเอียดความเสียหายทางตรงและทางอ้อม รวมถึงยอดคำร้องขอรับค่าชดเชยที่ค้างอยู่ รายงานลงวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 2026
9. กระทรวงสาธารณสุขของอิสราเอล: สถานะของโรงพยาบาลระหว่างปฏิบัติการ "Roaring Lion" รายงานลงวันที่ 17 เมษายน ค.ศ. 2026
10. ธนาคารแห่งอิสราเอล
จากการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดและตรวจทานข้อมูลระหว่างกันจากแหล่งข่าวเหล่านี้อย่างรอบด้าน ทำให้พบข้อเท็จจริงสำคัญดังต่อไปนี้
ประการแรก : นับตั้งแต่เปิดฉากปฏิบัติการพายุอัล-อักซอ เหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 2023 และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนับรวมสงครามระหว่างสหรัฐฯ-ไซออนิสต์ กับอิหร่านทั้งสองครั้ง (คือศึก 12 วัน และศึก 40 วัน) มีประชากรในดินเดนยึดครองที่ได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการว่าเป็น 'ผู้ประสบภัยจากการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์' (victims of hostile actions) สูงถึง 87,286 ราย โดยตัวเลขนี้ยังไม่รวมเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงหรือหน่วยรบของระบอบไซออนิสต์แต่อย่างใด
ประการที่สอง : ในจำนวนผู้ที่ลงทะเบียนจากข้อแรก มีจำนวนถึง 43,004 ราย ที่ได้ยื่นคำร้องขอตรวจวัดระดับความทุพพลภาพ (ความพิการ) ซึ่งในจำนวนนี้ มีผู้ได้รับการอนุมัติสิทธิ์อย่างเป็นทางการแล้วถึง 40,404 ราย อย่างไรก็ตาม สำนักงานประกันภัยของอิสราเอลได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ความทุพพลภาพในบางส่วนนั้น เป็นผลกระทบทางสภาพจิตใจ
ประการที่สาม : ในจำนวนผู้มีรายชื่อตามฐานข้อมูลในข้อแรก มีผู้ประสบภัยที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลสูงถึง 39,643 ราย
ประการที่สี่ : ตามตัวเลขที่เผยแพร่โดยฝั่งอิสราเอลเอง ระบุว่า มีชาวอิสราเอลทั้งที่เป็นกำลังพลทางทหารและพลเรือน เสียชีวิตอย่างเป็นทางการแล้วอย่างน้อย 2,347 ราย นับตั้งแต่เหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม รวมถึงในสงครามกับอิหร่านทั้งสองครั้ง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังดูขัดแย้งและไม่สอดคล้องกับยอดผู้ได้รับผลกระทบและผู้บาดเจ็บ ซึ่งจำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงน่าจะสูงกว่านี้มาก โดยเราจะยกประเด็นดังกล่าวมานำเสนออย่างละเอียดอีกครั้งในรายงานฉบับแยกต่างหากเร็ว ๆ นี้
ประการที่ห้า : เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ. 2026 กระทรวงสงครามของอิสราเอลได้เปิดเผยยอดกำลังพลทางทหารและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงที่ได้รับบาดเจ็บว่ามีจำนวนสูงถึง 30,000 นาย ซึ่งตามตัวเลขอย่างเป็นทางการและการยอมรับของฝั่งอิสราเอลระบุว่า ในจำนวนกำลังพล 30,000 นาย นี้ มีผู้ที่ต้องถูกตัดแขนหรือขาถึง 106 นาย, บาดเจ็บทางสมองอย่างรุนแรงและซับซ้อน 249 นาย และอีก 63 นาย ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มผู้ทุพพลภาพขั้นสูงสุด (คือพิการเกินกว่า 100 เปอร์เซ็นต์) ซึ่งตัวเลขล่าสุดนี้สวนทางอย่างสิ้นเชิงกับข้อมูลก่อนหน้านี้ที่กองทัพไซออนิสต์เคยหั่นตัวเลขแถลงยอดผู้บาดเจ็บไว้เพียงแค่ 6,424 นาย เท่านั้น!
ประการที่หก : ข้อมูลจากสำนักงานสรรพากรอิสราเอล (Israel Tax Authority) ซึ่งได้เปิดเผยตัวเลขล่าสุดจากกองทุนเยียวยาความเสียหายระบุว่า มีการยื่นคำร้องเพื่อขอรับการชดเชยความเสียหายโดยตรงต่ออาคารสิ่งปลูกสร้าง ยานพาหนะ ทรัพย์สิน และโครงสร้างพื้นฐานสูงถึง 168,000 รายการ นอกเหนือจากนี้ ยังมีการยื่นคำร้องอีกราว 1 ล้านรายการ สำหรับความเสียหายทางเศรษฐกิจทางอ้อมที่เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจ ขณะเดียวกัน ยังมีคำร้องเยียวยาความเสียหายทางอ้อมอีก 40,600 รายการ ที่ยังคงค้างคาและไม่สามารถข้อยุติได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลกระทบสืบเนื่องมาจากสงคราม 12 วัน
ประการที่เจ็ด : รายงานอย่างเป็นทางการระบุว่า มูลค่าความเสียหายทั้งหมดที่อิสราเอลได้รับจากสถานการณ์ดังกล่าวพุ่งสูงถึง 12,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.2 แสนล้านบาท)
แม้ว่าสถิติและตัวเลขต่าง ๆ ที่ปรากฏในรายงานเหล่านี้ จะมีความสำคัญอย่างยิ่งอยู่แล้ว ทว่าหากเจาะลึกและพิจารณาประเด็นต่าง ๆ ให้ละเอียดถี่ถ้วนยิ่งขึ้น ก็จะพบข้อสังเกตที่น่าจับตาและทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น โดยเราได้สรุปประเด็นสำคัญบางประการไว้ดังต่อไปนี้ :
1. การยื่นคำร้องชดเชยความเสียหายโดยตรงสูงถึง 168,000 รายการ ในดินแดนยึดครอง ซึ่งสัดส่วนใหญ่มีความเชื่อมโยงกับสงคราม 12 วัน และสงคราม 40 วัน กับอิหร่านนั้น สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มาตรการเซ็นเซอร์ด้านการทหารและความมั่นคงของระบอบไซออนิสต์ในช่วงสงครามดังกล่าวมีความเข้มงวดและเด็ดขาดเพียงใด! สังเกตได้จากภาพความเสียหายที่ถูกปล่อยออกมา โดยเฉพาะในช่วงสงคราม 40 วัน นั้น มีจำกัดอย่างยิ่ง ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงเวลาดังกล่าว ยังมีกระแสข่าวหลายสายระบุตรงกันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานความมั่นคงของฝั่งไซออนิสต์ได้ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดและเฉียบขาดกับบุคคลใดก็ตามที่แอบถ่ายภาพหรือบันทึกวิดีโอในจุดที่ถูกขีปนาวุธโจมตี
อย่างไรก็ดี การเปิดเผยตัวเลขคำร้องชดเชยความเสียหายที่พุ่งสูงถึง 168,000 รายการนั้น ย่อมเป็นสิ่งบ่งชี้ว่า จำนวนขีปนาวุธที่ตกใส่เป้าหมายจริง ๆ นั้น สูงกว่าตัวเลขที่อิสราเอลเคยกล่าวอ้างไว้หลายเท่า และแสดงให้เห็นว่า ขีปนาวุธของอิหร่านสามารถโจมตีทำลายล้างพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วดินแดนยึดครองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. รายงานอย่างเป็นทางการที่ระบุว่า มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและกำลังพลทางทหารได้รับบาดเจ็บถึง 30,000 นายนั้น ถือเป็นประเด็นที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง แม้ระบอบไซออนิสต์จะกล่าวอ้างว่า มีทหารเสียชีวิตเพียง 70 นายเท่านั้น ในช่วงสงครามกับอิหร่านทั้งสองครั้ง ทว่าหากคำนวณตามสัดส่วนที่สมเหตุสมผลระหว่างยอดผู้บาดเจ็บต่อผู้เสียชีวิตแล้ว จำนวนกำลังพลของอิสราเอลที่พลีชีพในศึกนี้ย่อมพุ่งสูงกว่า 70 นาย อย่างแน่นอน ซึ่งเราจะยกประเด็นดังกล่าวมานำเสนอโดยละเอียดในรายงานฉบับต่อไป
3. ข้อเท็จจริงที่ว่า มีประชาชนในดินแดนยึดครองได้รับบาดเจ็บและผลกระทบอย่างรุนแรงสูงถึงกว่า 87,000 ราย ซึ่งสัดส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงสงคราม 12 วัน และสงคราม 40 วัน กับอิหร่านนั้น ถือเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงอย่างยิ่งต่อระบอบไซออนิสต์ เนื่องจาก 'ความไม่มั่นคงปลอดภัย' คือจุดตายสำคัญ (Achilles’ heel) ของระบอบที่ไร้ความชอบธรรมนี้ และตัวเลขสถิติดังกล่าวเป็นสิ่งชี้ชัดว่า มีประชากรถึง 1 เปอร์เซ็นต์ในดินแดนยึดครองที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภัยสงคราม!
ที่มา : สำนักข่าว ตัสนีม
Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่