เจ็ดแนวป้องกันของชาวยิวที่ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ต้องพิชิตเพื่อไปให้ถึงอัลกุดส์
เจ็ดแนวป้องกันของชาวยิวที่ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ต้องพิชิตเพื่อไปให้ถึงอัลกุดส์

"ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ต้องข้ามอุปสรรคกีดขวางหรือแนวป้องกันเจ็ดชั้น เพื่อที่จะไปให้ถึงอัลกุดส์ (1) ได้แก่ ชาวยิวแห่งเผ่าบนีกุร็อยเซาะฮ์ ชาวยิวแห่งเผ่าบนีก็อยนากออ์ ชาวยิวแห่งเผ่าบนีนะฎีร ชาวยิวแห่งค็อยบัร ตาบูก มูตะฮ์ และอัลกุดส์ แนวป้องกันสามชั้นแรกอยู่ในเมืองมะดีนะฮ์ และชาวยิวที่อาศัยอยู่ในแนวป้องกันเหล่านี้ได้ทำการต่อสู้กับท่านศาสดาในช่วงเวลาต่าง ๆ...

     บนพื้นฐานคำพยากรณ์ต่าง ๆ ทางประวัติศาสตร์และศาสนา ชาวยิวได้พยายามกำจัดปัจจัยต่างๆ ที่จะนำไปสู่การถือกำเนิดของท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ซ็อลฯ) นับตั้งแต่ก่อนการประสูติของท่าน และด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงพยายามลอบสังหารและทำลายบรรพบุรุษของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) มาโดยตลอดนับจากชั้นที่ยี่สิบเอ็ด (2)  ความพยายามทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับแผนการนี้ล้มเหลว แม้จะมีบางส่วนที่ประสบความสำเร็จ และท้ายที่สุดศาสดาท่านสุดท้ายก็ได้ถือกำเนิดขึ้น

     ตลอดประวัติศาสตร์ช่วงวัยเด็กจนถึงการได้รับแต่งตั้งให้เป็นศาสดา (บิอ์ษะฮ์) ของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) มีความพยายามหลายครั้งที่จะระบุตัวตนและลอบสังหารท่าน แต่ก็ล้มเหลวทุกครั้ง และในที่สุด มุฮัมมัด บิน อับดุลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสดาในถ้ำฮิรออ์เมื่ออายุ 40 ปี

     ในตลอดช่วงหลายปีของการเป็นศาสดาจนถึงการเป็นชะฮีดของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ก็เช่นกัน ชาวยิวได้วางแผนลอบสังหารท่านถึง 11 ครั้ง ซึ่งครั้งสุดท้ายประสบความสำเร็จและท่านถูกวางยาพิษจนเสียชีวิต ส่วนใหญ่ของโองการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในคัมภีร์อัลกุรอานนั้นเป็นการเล่าเรื่องทางประวัติศาสตร์ของบนีอิสรออีล (วงศ์วานอิสราเอล) และชาวยิวและการเผชิญหน้าของพวกเขากับศาสดาแห่งยุคสุดท้าย (อาคิรุซซาน) แต่หากพิจารณาอย่างคร่าว ๆ ในงานเขียนของบรรดานักเขียนและนักประวัติศาสตร์อิสลาม เราจะไม่ค่อยพบเห็นเรื่องราวดังกล่าวนี้ เหตุผลของปรากฏการณ์นี้คือชาวยิวได้พยายามอย่างมากที่จะมีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์และได้ใช้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อบิดเบือนประวัติศาสตร์ การสร้างระบบการลบและการเซ็นเซอร์หนังสือและงานเขียนที่ต่อต้านชาวยิวเป็นหนึ่งในความพยายามเหล่านี้ การวาดภาพให้เห็นว่า ตนเองเป็นผู้ถูกกดขี่ก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญที่สุดสำหรับเรื่องนี้และมีการประกาศมาโดยตลอดในประวัติศาสตร์  นับตั้งแต่ก่อนคริสต์ศักราชจวบจนถึงปัจจุบันมีความพยายามต่าง ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าชาวยิว เป็นผู้ถูกกดขี่และในขณะเดียวกันก็เป็นผู้มีความกล้าหาญและแน่วแน่

     ปฏิบัติการต่าง ๆ โดยรวมของชาวยิวเพื่อต่อต้าน "มุฮัมมัด บิน อับดุลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ศาสดาแห่งยุคสุดท้าย ถูกวางแผนไว้สามขั้นตอน คือ : 

1.การลอบสังหารท่านศาสดา (ซ็อลฯ) และการสกัดกั้นการปรากฏตัวของท่าน

2.การสร้างอุปสรรคในเส้นทางของท่านเพื่อป้องกันไม่ให้ท่านไปถึงบัยตุลมักดิส (เยรูซาเล็ม) เพราะบัยตุลมักดิสเป็นศูนย์กลางของความปรารถนาต่าง ๆ ของชาวยิว และหากท่านศาสดาสามารถพิชิตบัยตุลมักดิสได้ ชาวยิวจะสิ้นหวังไปตลอดกาล และ

3.การแทรกซึมเข้าไปในรัฐบาลที่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ผู้เป็นศาสดาท่านสุดท้ายได้ก่อตั้งขึ้นและปกครองอยู่

     ในช่วงเวลาที่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ได้รับแต่งตั้งให้เป็นศาสดานั้น ศาสนาซึ่งผู้คนโดยทั่วไปนับถือกัน ได้แก่ ศาสนาคริสต์และศาสนายูดาห์ ต่างกล่าวถึงบุคคลผู้หนึ่งที่จะปรากฏตัวและจะชำระล้างโลกจากวิกฤตความทุกข์ยาก การกดขี่ และความอยุติธรรม การส่งเสริมความเชื่อนี้ส่วนใหญ่มาจากชาวคริสต์ ซึ่งบรรดานักบวชและนักวิชาการของพวกเขาต้องเผชิญกับการโจมตีอย่างรุนแรงจากลัทธิบูชาหลายเทพเจ้า (ชิรก์) และการปฏิเสธศรัทธา (กุฟร์) และเพื่อต่อสู้กับการทุจริตและความเสื่อมทรามทางศีลธรรม และเพื่อให้ผู้ศรัทธายังคงมีความหวัง พวกเขาจะอ่านโองการต่างๆ ในคัมภีร์ไบเบิลที่เกี่ยวข้องกับท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ดังที่มีปรากฏในคัมภีร์อัลกุรอานว่า

الَّذِينَ يَتَّبِعُونَ الرَّسُولَ النَّبِيَّ الْأُمِّيَّ الَّذِي يَجِدُونَهُ مَكْتُوبًا عِندَهُمْ فِي التَّوْرَاةِ وَالْإِنجِيلِ 

     "บรรดาผู้ที่ปฏิบัติตามศาสนทูต (มุฮัมมัด) ผู้เป็นศาสดาที่ไม่ได้รับการประศาสน์ความรู้จากแหล่งใด ผู้ซึ่งพวกเขาพบว่า (ชื่อของ) เขาถูกบันทึกไว้ในเตารอตและอินญีลที่อยู่ ณ พวกเขา..." (3)

     แต่หนึ่งในการบิดเบือนที่สำคัญที่สุดและอาจเป็นพื้นฐานที่สุดที่ชาวยิวสร้างขึ้นในคริสต์ศาสนา คือในเรื่องข่าวดีที่ศาสดาอีซา (อ.) หรือพระเยซูคริสต์ได้ประกาศไว้เกี่ยวกับการมาของศาสดาแห่งอิสลาม (ซ็อลฯ) เนื่องจากข่าวดีนี้ขัดแย้งกับการนึกฝันและตำนานของรัฐบาลโลกของชาวยิว ข่าวดีเกี่ยวกับการมาของศาสดาท่านสุดท้ายในคัมภีร์ไบเบิลจึงกลายเป็นการปรากฏตัว (และการเสด็จมา) อีกครั้งของพระเยซู

     ชาวยิวซึ่งมีความรู้ในศาสตร์ต่างๆ หลายแขนง รวมถึงความรู้ในเรื่องเชื้อชาติและลำดับวงศ์ตระกูล พยายามอย่างมากที่จะค้นหาผู้สืบทอดตำแหน่งศาสดาในบรรพบุรุษของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) และนำมาเปรียบเทียบกับสัญญาณต่างๆ ที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ของพวกเขา เพื่อที่จะสังหารบรรพบุรุษของศาสดาท่านสุดท้ายก่อนการประสูติของท่าน แผนการลอบสังหารฮาชิม ปู่ทวดของท่านศาสดา อับดุลมุฏฏอลิบ และอับดุลลอฮ์ บิดาของท่านศาสดา เป็นสิ่งที่ถูกวางแผนไว้อย่างต่อเนื่อง หากเราสรุปเรื่องราวต่างๆ เราจะมาถึงช่วงเวลาที่ว่าท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้ประสูติ และหนึ่งวันหลังจากการประสูติของมุฮัมมัด บุตรของอับดุลลอฮ์ (ซ็อลฯ) นักวิชาการชาวยิวผู้หนึ่งได้มายังดารุนนัดวะฮ์ (4) ในมักกะฮ์ และเขาได้ถามผู้คนที่อยู่ในที่นั้นว่า : "เมื่อคืนนี้มีทารกถือกำเนิดในหมู่พวกท่านหรือไม่?" และเขาได้ยินคำตอบว่า :  "ไม่มี!" เขาจึงกล่าวว่า : "ถ้าเช่นนั้น เขาจะต้องถือกำเนิดในปาเลสไตน์เป็นแน่ เด็กทารกผู้ชายซึ่งชื่อของเขาคืออะห์มัด และการทำลายล้างชาวยิวจะเกิดขึ้นโดยมือของเขา"

     หลังจากที่ผู้รู้ชาวยิวคนนั้นออกจากดารุลนัดวะฮ์ไปแล้ว บรรดาผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ได้รับรู้ว่าอับดุลลอฮ์ บุตรของอับดุลมุฏฏอลิบได้ให้กำเนิดบุตรชาย และจึงแจ้งให้ผู้รู้ชาวยิวผู้นั้นทราบ เมื่อผู้รู้ชาวยิวขอพบเด็กทารกแรกเกิดดังกล่าว เขาก็ถูกนำตัวไปพบและทันทีที่เห็นเด็กทารกผู้นั้น เขาก็เป็นลมหมดสติไป เมื่อฟื้นคืนสติขึ้นมา เขากล่าวว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ตำแหน่งศาสดา (นุบูวะฮ์) ได้ถูกพรากไปจากลูกหลานอิสราเอล (บนีอิสรออีล) แล้วจวบจนถึงวันกิยามะฮ์ นี่คือผู้ที่จะทำลายพวกเรา” และเมื่อเขาเห็นความยินดีของชาวกุเรชกับข่าวนี้ เขาจึงกล่าวว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ เขาจะกระทำบางสิ่งกับพวกท่าน ซึ่งผู้คนทั้งทางตะวันออกและตะวันตกจะกล่าวขานถึงมัน” (5)

     ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ถูกรู้จักและถูกระบุตัวตนโดยชาวยิวตั้งแต่วันแรกที่ท่านประสูติ และความพยายามทั้งหมดของชาวยิวที่จะขัดขวางการประสูติของท่านก็ล้มเหลว ด้วยเหตุนี้ หลังจากนั้น พวกเขาจึงวางแผนที่จะปลิดชีพท่าน

     เพื่อที่จะทำให้ความเชื่อเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลโลกเป็นจริงขึ้นมา ชาวยิวจำเป็นต้องผ่าน 3 ขั้นตอน ได้แก่ การพิชิตเยรูซาเล็ม การพิชิตพื้นที่ตั้งแต่แม่น้ำไนล์ไปจนถึงแม่น้ำยูเฟรติส และสุดท้ายคือการพิชิตส่วนที่เหลือของโลก

     เพื่อที่จะทำให้ตำนานและความเชื่อเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลโลกเป็นจริงขึ้นมา ชาวยิวจะต้องผ่านสามขั้นตอน ได้แก่ การพิชิตเยรูซาเล็ม การพิชิตพื้นที่ตั้งแต่แม่น้ำไนล์ไปจนถึงแม่น้ำยูเฟรติส และสุดท้ายคือการพิชิตส่วนที่เหลือของโลก

     ท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ซ็อลฯ) ก็เช่นกัน เพื่อไปถึงกรุงเยรูซาเล็ม จำเป็นต้องฝ่าฟันอุปสรรคหรือแนวป้องกัน 7 ชั้น ได้แก่ ชาวยิวแห่งเผ่าบนีกุร็อยเซาะฮ์ ชาวยิวแห่งเผ่าบนีก็อยนากออ์ ชาวยิวแห่งเผ่าบนีนะฎีร ชาวยิวแห่งค็อยบัร ตาบูก มูตะฮ์ และอัลกุดส์ แนวป้องกันสามชั้นแรกอยู่ในเมืองมะดีนะฮ์ และชาวยิวที่อาศัยอยู่ในแนวป้องกันเหล่านี้ได้ทำการต่อสู้กับท่านศาสดาในช่วงเวลาต่างๆ อย่างไรก็ตาม แนวป้องกันที่ตามมาหลังจากนั้นเกี่ยวข้องกับสงครามของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ซึ่งท่านประสบความสำเร็จในการรุกคืบไปถึงมูตะฮ์ แต่แผนสมคบคิดของชาวยิวทำให้ท่านไม่สามารถไปถึงกรุงเยรูซาเล็มได้

     บรรดานักประวัติศาสตร์และผู้ที่มีมุมมองเชิงวิเคราะห์ต่อประวัติศาสตร์กล่าวว่า ตลอดประวัติศาสตร์ แม้ในยุคที่ไม่มีน้ำมัน ตะวันออกกลางก็เป็นศูนย์กลางทางการเมืองโลก และด้วยความพยายามของกลุ่มชาวยิวตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้นจนถึงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐอิสราเอลจึงถูกก่อตั้งขึ้นในเยรูซาเล็ม กลุ่มนักประวัติศาสตร์เหล่านี้กล่าวว่า บางคนมองว่าเป้าหมายหลักของสงครามโลกครั้งที่สองคือการพิชิตสหภาพโซเวียตหรือการทำลายล้างอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ซึ่งเป็นการมองข้ามประเด็นสำคัญไป แม้กระทั่งทุกวันนี้ การดำรงอยู่ของชาวชีอะฮ์ในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัญหาหลักของชาวยิว ซึ่งต้องแก้ไขด้วยกลยุทธ์ เนื่องจากความผิดพลาดของชาวยิวเกี่ยวกับประเด็นแม่น้ำไนล์ถึงยูเฟรติสจะทำให้ชาวยิวสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง

     พระผู้เป็นเจ้าทรงตรัสกับท่านศาสดาในคัมภีร์อัลกุรอานว่า :

لتجدنّ اشد الناس عداوه للذین آمنوا الیهود و الذین اشرکوا

     “ แน่นอนเจ้าจะพบว่า หมู่ชนที่เป็นศัตรูที่รุนแรงที่สุดต่อบรรดาผู้ที่ศรัทธานั้นคือชาวยิว และบรรดาผู้ที่ตั้งภาคี (ต่ออัลลอฮ์)” (6)

     ในช่วงตลอดการต่อสู้และสงครามต่างๆ ของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) กลยุทธ์ของชาวยิวคือการนำพวกตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ (มุชริกีน) ออกมาอยู่แนวหน้าก่อนที่จะเริ่มต้นปฏิบัติการใดๆ ในการต่อต้านท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ในโองการที่กล่าวถึง วลีที่ว่า “และบรรดาผู้ที่ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์” ซึ่งมาตามหลังคำว่า "ชาวยิว" นั้นบ่งชี้ถึงการปฏิบัติตามชาวยิว กล่าวโดยสรุป ชาวยิวเป็นแกนหลัก และความเป็นปรปักษ์ของพวกตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ (มุชริกีน) ต่อท่านศาสดา (ซ็อลฯ) เป็นการปฏิบัติตามกลุ่มชนนี้


เชิงอรรถ :

1. อัลกุดส์ มีชื่ออื่น ๆ อีก คือ บัยตุลมักดิส และ เยรูซาเล็ม และในบางริวายะฮ์ เรียกว่า “อีลิยาอ์”

2. บรรพบุรุษชั้นที่ยี่สิบเอ็ดของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) คือ อัดนาน

3. อัลกุรอานบทอัลอะอ์รอฟ โองการที่ที่ 157

4. ดารุนนัดวะฮ์ เป็นบ้านหลังแรกที่สร้างขึ้นในมักกะฮ์ สร้างโดยกุซ้อย บิน กิลาบ ผู้นำของชาวกุเรช และจุดประสงค์ของการสร้างคือเพื่อเป็นสถานที่ปรึกษาหารือกันระหว่างชาวกุเรชในกิจการต่างๆ ของพวกเขา

5. อัลกาฟี, เชคกุลัยนี, เล่ม 8, หน้า 300

6. อัลกุรอานบทอัลมาอิดะฮ์ โองการที่ 82


บทความ :  เชคมุฮัมมัดนาอีม ประดับญาติ

Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่

ผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้

มี 192 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

31446141
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
2745
11179
47990
31328205
153848
304350
31446141

พฤ 15 ต.ค. 2026 :: 07:42:50