Powered by OrdaSoft!

รอมฎอน เดือนแห่งการกำหนดลิขิตของมนุษย์ ด้วยเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า

ความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้าในเดือนรอมฎอน

      มนุษย์กำลังจะย่างก้าวไปในเส้นทางสู่สวรรค์หรือเส้นทางสู่นรก หรือกล่าวคือ เป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะไม่เป็นทั้งชาวสวรรค์และไม่เป็นทั้งชาวนรก หมายความว่า ใครก็ตามที่ไม่เชื่อฟังพระผู้เป็นเจ้า แน่นอนยิ่งว่า เขาก็ต้องเชื่อฟังชัยฏอน (มารร้าย) และไม่มีแนวทางที่สามอย่างแน่นอน คัมภีร์อัลกุรอานกล่าวว่า :

فَماذا بَعْدَ الْحَقِّ إِلاَّ الضَّلالُ

"ดังนั้น จะมีอะไรอีกเล่า หลังจากสัจธรรม นอกจากความหลงผิดเท่านั้น" [1]

     หมายความว่า หากไม่ใช่สัจธรรมแล้วก็ย่อมเป็นความหลงผิด ชีวิตของคนเรานั้นเปรียบเสมือนเทียนไขที่ถูกใช้ไป ถ้าอายุขัยของเราถูกใช้ไปในแนวทางของพระผู้เป็นเจ้า เราก็เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จ หากมิเช่นนั้นแล้วเราก็ได้ย่างก้าวไปสู่เส้นทางที่เบี่ยงเบน

     ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ได้กล่าวถึงเดือนรอมฎอนอันจำเริญนี้ว่า :

ایها الناس ان ابواب الجنان في هذا الشهر مفتحة فسئلوا ربکم ان لایغلقها علیکم

“โอ้ประชาชนเอ๋ย! แท้จริงบรรดาประตูของสวรรค์ได้ถูกเปิดออกในเดือนนี้ ดังนั้นจงวิงวอนขอต่อพระผู้อภิบาลของพวกท่าน อย่าได้ทรงปิดมันต่อพวกท่าน” [2]

     ทุกสิ่งที่จะทำให้เราเข้าใกล้ชิดกับพระผู้เป็นเจ้าได้ นั่นก็คือประตูสู่สวรรค์ ในเดือนรอมฎอนนั้น คนจำนวนมากจะไปมัสยิด จะกลายเป็นผู้เคร่งครัดในการนมาซ และจะตื่นขึ้นในยามดึก (ซะฮัร) แต่หลังจากเดือนรอมฎอนผ่านพ้นไป พวกเขาก็ละทิ้งจากการกระทำเหล่านี้ เราต้องพยายามทำให้ประตูต่าง ๆ ของสวรรค์ที่ถูกเปิดแล้วนี้เปิดอยู่ตลอดไปสำหรับเรา

     ท่านอายะตุลลอฮ์มัรอะชี นะญะฟี (ร.ฮ.) กล่าวว่า “ท่านทั้งหลายจงพยายามตื่นขึ้นในช่วงยามดึกก่อนรุ่งอรุณ (ซะฮัร) แม้เพียงไม่กี่นาทีก็ตาม มันเป็นช่วงไม่กี่นาทีที่น่าพิศวง แม้พวกท่านจะไม่มีอารมณ์ในการนมาซในช่วงนั้น ก็จงอ่านหนังสือ จงซิกรุลลอฮ์ (รำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้า) จงวิงวอนขออภัยโทษ”

ความเมตตาพิเศษของพระผู้เป็นเจ้าในเดือนรอมฎอน

     เดือนรอมฎอนเป็นเดือนแห่งความเมตตาที่กว้างขวางและแผ่ปกคลุมของพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงสูงส่ง เดือนนี้เป็นโอกาสพิเศษและเป็นความกรุณาเฉพาะของพระผู้เป็นเจ้าที่มีต่อปวงบ่าวผู้กระทำผิดพลาดและเป็นคนบาปของพระองค์ในทั่วทุกมุมโลก ในเดือนนี้ลิขิตต่างๆ ของมนุษย์และโลกจะถูกกำหนดในเดือนนี้ คนที่เคยประพฤติชั่วจำนวนมากจะได้รับการอภัยโทษ และคนดีมีคุณธรรมจำนวนมากก็จะได้รับการยกระดับทางด้านจิตวิญญาณ

    บุคคลทั้งหลายที่ได้มีชีวิตอยู่ในเดือนรอมฎอนนั้นมีอยู่สองกลุ่ม คือ กลุ่มหนึ่งจะได้รับการอภัยโทษจากพระผู้เป็นเจ้าและเข้าใกล้ชิดพระองค์และอิมามซะมาน (อ.ญ.) อีกกลุ่มเป็นผู้ที่ถูกสาปแช่งและออกห่างจากความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า

     ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) กล่าวว่า :

مَنْ أَدْرَكَ شَهْرَ رَمَضَانَ فَلَمْ یُغْفَرْ لَهُ فَأَبْعَدَهُ اللَّهُ

"ผู้ใดที่เข้าสู่เดือนรอมฎอน โดยที่เขาไม่ได้รับอภัยโทษ ดังนั้น อัลลอฮ์จะทรงทำให้เขาห่างไกลออกไป" [3]

     ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้ก้าวขึ้นสู่มินบัร (ธรรมาสน์) ซึ่งมีสามขั้น และในแต่ละขั้นท่านจะกล่าวคำว่า "อามีน" (ขออัลลอฮ์ทรงตอบรับเถิด) บรรดาศอฮาบะฮ์จึงถามถึงสาเหตุที่ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) กล่าว "อามีน" สามครั้ง ท่านตอบว่า “ในขั้นแรกที่ฉันวางเท้าลงนั้น ญิบรออีลได้วิงวอนว่า ใครที่เข้าสู่เดือนรอมฎอนโดยไม่ได้รับการอภัยโทษ ดังนั้น ขออัลลอฮ์ทรงสาปแช่งเขา  ฉันจึงกล่าวว่า "อามีน" ในขั้นที่สองเมื่อฉันวางเท้าลง ญิบรออีลได้วิงวอนว่า ใครก็ตามที่ไม่เคารพให้เกียรติต่อผู้ให้กำเนิดทั้งสองของเขา ขออัลลอฮ์จะทรงทำให้เขาห่างไกลจากความเมตตาของพระองค์ ฉันจึงกล่าวว่า "อามีน" และในขั้นที่สามเมื่อฉันได้ก้าวขึ้นไป ญิบรออีลได้กล่าวกับฉันว่า :

مَنْ ذُكِرْتُ عِنْدَهُ فَلَمْ يُصَلِّ عَلَيَّ فَلَمْ يُغْفَرْ لَهُ‏ فَأَبْعَدَهُ اَللَّهُ

"ใครก็ตามที่ชื่อของฉันได้ถูกกล่าวถึง ณ ที่เขา โดยที่เขาไม่กล่าวศอละวาตให้แก่ฉัน ดังนั้นเขาจะไม่ได้รับอภัยโทษ และขออัลลอฮ์ทรงทำให้เขาห่างไกลจากความเมตตาของพระองค์" [4]

     ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) กล่าวว่า :

فَإِنَّ الشَّقِیَّ مَنْ حُرِمَ غُفْرَانَ اللَّهِ فِی هَذَا الشَّهْرِ

    "ผู้ที่โชคร้ายที่สุด คือ ผู้ที่ถูกหักห้ามจากการอภัยโทษของอัลลอฮ์ในเดือนนี้" [5]

     ในเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นเดือนแห่งความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า โดยที่ผู้คนจำนวนมากมายได้รับอภัยโทษจากพระองค์และจะรอดพ้นจากไฟนรก ดังนั้น ใครก็ตามที่ในเดือนอันจำเริญนี้ไม่สามารถที่จะทำให้ตนเองเข้าสู่ความเมตตาอันไพศาลของพระองค์ได้แล้ว เขา คือ ผู้โชคร้ายโดยแท้จริง

     อะมัล (การกระทำความดี) ทั้งหมดในเดือนรอมฎอนนั้นเป็นความเมตตาพิเศษ จำเป็นที่เราจะต้องใช้ประโยชน์จากความเมตตาพิเศษของพระผู้เป็นเจ้านี้ ท่านอิมามซัจญาด (อ.) ได้วิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าว่า :

إِلَهِي إِنْ أَدْخَلْتَنِی النَّارَ فَفِی ذَلِكَ سُرُورُ عَدُوِّكَ وَ إِنْ أَدْخَلْتَنِي الْجَنَّةَ فَفِي ذَلِكَ سُرُورُ نَبِیِّكَ وَ أَنَا وَ اللَّهِ أَعْلَمُ أَنَّ سُرُورَ نَبِیِّكَ أَحَبُّ إِلَیْكَ مِنْ سُرُورِ عَدُ وِّكَ

"โอ้อัลลอฮ์! หากพระองค์ทรงทำให้ข้าฯ เข้าสู่นรก สิ่งนั้นย่อมเป็นความดีใจของศัตรูของพระองค์ และหากพระองค์ทำให้ข้าฯ เข้าสู่สวรรค์ สิ่งนั้นย่อมเป็นความปิติยินดีของศาสดาของพระองค์ และขอสาบานต่ออัลลอฮ์ว่า ข้าฯ ทราบดีว่า ความปิติยินดีของศาสดาของพระองค์นั้นเป็นที่พึงปรารถนา ณ พระองค์ มากกว่าความดีใจของศัตรูของพระองค์" [6]

เชิงอรรถ :


[1] อัลกุรอาน บท ยูนุส โองการที่ 32

[2] วะซาอิลุชชีอะฮ์ ฮุรรุลอามิลี เล่มที่ 10 หน้าที่ 314

[3] บิฮารุลอันวาร อัลลามะฮ์มัจญ์ลิซี เล่มที่ 71 หน้าที่ 22

[4] เราฎอตุลวาอิซีน แปลโดย มะฮ์ดี ดามิฆอนีหน้าที่ 554

[5] วะซาอิลุชชีอะฮ์ ฮุรรุลอามิลี เล่มที่ 10หน้าที่ 303

[6] บิฮารุลอันวาร อัลลามะฮ์มัจญ์ลิซี เล่มที่ 95 หน้าที่ 82


บทความ : เชคมุฮัมมัดนาอีม ประดับญาติ

Copyright © 2017 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่

ผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้

มี 67 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

0413878
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
909
1803
909
401190
24742
33146
413878

อ 16 มิ.ย. 2019 :: 10:11:56