นายกรัฐมนตรีแอนดี้ เบิร์นแฮม แห่งสหราชอาณาจักร ได้อนุมัติให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพของอังกฤษเพื่อการรุกรานอิหร่านต่อไป ซึ่งเป็นการคงนโยบายที่กำหนดไว้ในสมัยของนายเคียร์ สตาร์เมอร์ อดีตนายกรัฐมนตรี
การตัดสินใจดังกล่าวเปิดเผยเมื่อวันอังคาร ( 21 ก.ค.) ที่ผ่านมา หลังจากการประชุมของรัฐมนตรีอาวุโสและ “เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง” ก่อนที่เบิร์นแฮมจะเข้ารับตำแหน่ง โดยเจ้าหน้าที่เห็นพ้องกันว่า สหรัฐฯ สามารถใช้ฐานทัพดิเอโก การ์เซีย ในมหาสมุทรอินเดีย และฐานทัพอากาศแฟร์ฟอร์ดในอังกฤษ สำหรับปฏิบัติการที่สหราชอาณาจักรระบุว่า เป็น “การป้องกัน”
เบิร์นแฮม ซึ่งเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อต้นสัปดาห์นี้ ได้รับการบรรยายสรุปเกี่ยวกับการหารือเหล่านั้นหลังจากเข้ารับตำแหน่ง และรับรองนโยบายดังกล่าว
การตัดสินใจนี้หมายความว่า ฐานทัพของอังกฤษคาดว่าจะให้การสนับสนุนสิ่งที่ลอนดอนยืนยันว่าเป็น “บางส่วน” ของการโจมตีของสหรัฐฯ ที่กำลังดำเนินอยู่
หลังจากการแต่งตั้ง เบิร์นแฮมได้หารือสถานการณ์ดังกล่าวกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทางโทรศัพท์
เขายืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นของสหราชอาณาจักรในสิ่งที่พันธมิตรได้กล่าวมาโดยตลอดว่า คือ “การปกป้องความมั่นคงทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซ”
อิหร่านและสหรัฐฯ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจเมื่อเดือนที่แล้วเพื่อยุติวงจรความขัดแย้งที่เกิดจากการรุกรานโดยไม่มีเหตุผลของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่อสาธารณรัฐอิสลาม ซึ่งเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และได้รับการสนับสนุนจากอังกฤษเช่นเดียวกัน
ภายใต้บันทึกความเข้าใจดังกล่าว อิหร่านตกลงที่จะอนุญาตให้เรือเดินทะเลผ่านช่องแคบได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมเป็นเวลา 60 วัน
เพื่อให้เป็นไปตามบันทึกความเข้าใจ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้กำหนดเส้นทางเดินเรือพิเศษสำหรับเรือที่จะข้ามจุดคอขวด โดยเตือนเรือไม่ให้ใช้เส้นทางที่ผิดกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ พยายามที่จะคุ้มกันการเดินเรือผ่านช่องแคบโดยใช้เส้นทางที่ผิดกฎหมาย ทำให้สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านต้องปิดเส้นทางดังกล่าวจนกว่าวอชิงตันจะยุติการแทรกแซงการเคลื่อนไหวทางทะเลในภูมิภาค
การที่สหราชอาณาจักรยืนยันว่า ยังคงให้การสนับสนุนการรุกรานของสหรัฐฯ ต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านนั้น เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลอังกฤษตัดสินใจเป็นปรปักษ์อีกครั้ง โดยกำหนดให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) อยู่ภายใต้กฎหมายที่เรียกว่า “กฎหมายว่าด้วยภัยคุกคามจากรัฐ” ของอังกฤษ
ที่มา : สำนักข่าวเพรสทีวี
Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่