เนื่องจากคลังขีปนาวุธของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) ลดลงอย่างรวดเร็ว หลังจากการใช้งานอาวุธหนักในสงครามกับอิหร่าน กระทรวงกลาโหมจึงเร่งจัดซื้อขีปนาวุธร่อนราคาประหยัดกว่า 10,000 ลูก ภายในสามปีข้างหน้า
หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัล (WSJ) รายงานเมื่อวันพุธ (13 พ.ค.) ว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศข้อตกลงกรอบการทำงานเบื้องต้นกับบริษัททางทหารหลายแห่ง รวมถึง Anduril Industries, CoAspire, Leidos และ Zone 5 Technologies ภายใต้โครงการใหม่ Low-Cost Containerised Munitions (LCCM)
ไมเคิล ดัฟฟีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมฝ่ายจัดซื้อและบำรุงรักษา กล่าวเมื่อวันพุธว่า “การประกาศในวันนี้เป็นสัญญาณล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่า ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการจัดซื้อของเรากำลังบรรลุผลตามคำมั่นสัญญาในการสร้างคลังอาวุธแห่งเสรีภาพขึ้นมาใหม่”
โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อผลิตขีปนาวุธร่อนราคาถูกจำนวนมาก ที่สามารถยิงได้อย่างรวดเร็วจากระบบเคลื่อนที่ เนื่องจากวอชิงตันกำลังดิ้นรนเพื่อชดเชยอาวุธราคาแพงที่ใช้ไปในปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับการรุกรานทางทหารต่ออิหร่าน
ตามรายงาน เพนตากอนวางแผนที่จะจัดซื้อขีปนาวุธราคาประหยัดมากกว่า 10,000 ลูก เริ่มต้นในปี 2027 ในขณะที่การทดลองซื้อจากสี่บริษัทมีกำหนดจะเริ่มในเดือนมิถุนายน 2026
คาดว่าขีปนาวุธใหม่จะมีราคาเพียงไม่กี่แสนดอลลาร์ต่อลูก ซึ่งต่ำกว่าราคาของระบบขั้นสูง เช่น ขีปนาวุธโทมาฮอว์กมาก
ข้อตกลงอีกฉบับกับบริษัท Castelion มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มกำลังการผลิตขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง Blackbeard ของบริษัทดังกล่าว
ระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวว่า หวังว่า จะจัดซื้อขีปนาวุธ Blackbeard มากกว่า 12,000 ลูกภายในระยะเวลาห้าปี โดยรวมถึงอย่างน้อย 500 ลูก ต่อปี เมื่อการทดสอบเสร็จสิ้นลง
การเร่งจัดซื้ออาวุธยุทธ์ภัณฑ์ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานว่า กองกำลังสหรัฐฯ ยิงขีปนาวุธจำนวนมหาศาลระหว่างสงครามกับอิหร่าน
ในช่วงปลายเดือนเมษายน วอลล์สตรีทเจอร์นัลเปิดเผยว่า สหรัฐฯ ได้ใช้ขีปนาวุธโทมาฮอว์กพิสัยไกลไปแล้วกว่า 1,000 ลูก ในระหว่างสงครามกับอิหร่าน นอกจากนี้ยังได้ยิงขีปนาวุธสกัดกั้นที่สำคัญอีกประมาณ 1,500 ถึง 2,000 ลูก จากระบบป้องกันภัยทางอากาศ เช่น THAAD และ Patriot โดยเตือนว่า การฟื้นฟูคลังอาวุธที่ลดลงไปมากนั้น อาจต้องใช้เวลานานถึงหกปี
รายงานการประเมินของศูนย์เพื่อการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์และระหว่างประเทศ (Centre for Strategic and International Studies) ที่เผยแพร่ในเดือนเมษายนระบุว่า สหรัฐฯ ยิงขีปนาวุธโทมาฮอว์กมากกว่า 850 ลูก ในเดือนแรกของสงครามเพียงเดือนเดียว ขณะที่การประเมินในภายหลังระบุตัวเลขที่สูงกว่า 1,000 ลูก
การใช้ขีปนาวุธอย่างหนักหน่วงได้ก่อให้เกิดความกังวลว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ จะสามารถทดแทนอาวุธที่หมดไปอย่างรวดเร็วในระหว่างการโจมตีและปฏิบัติการป้องกันในเอเชียตะวันตกได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากมีรายงานว่า กลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบินได้ใช้ขีปนาวุธจำนวนมากจนหมดเกลี้ยงแล้ว
แจ็ค รีด สมาชิกพรรคเดโมแครตในคณะกรรมการบริการกองทัพวุฒิสภา กล่าวว่า สงครามกับอิหร่านทำให้กองทัพสหรัฐฯ ขาดแคลนกระสุนนำวิถีที่มีความแม่นยำสูงในทุกภูมิภาคทั่วโลก
เมื่อเดือนที่แล้ว วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านกลาโหมของสหรัฐฯ ได้เจรจากับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ รวมถึงเจเนอรัลมอเตอร์ส (GM.N) และฟอร์ดมอเตอร์ (F.N) เพื่อผลิตอาวุธและยุทโธปกรณ์ทางทหารอื่น ๆ เนื่องจากคลังอาวุธของสหรัฐฯ กำลังขาดแคลน
หนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวระบุเพิ่มเติมในขณะนั้นว่า เพนตากอนยังได้หารือกับผู้บริหารระดับสูงของ GE Aerospace (GE.N) และบริษัทผู้ผลิตยานยนต์และเครื่องจักร Oshkosh (OSK.N) ด้วยเหตุผลเดียวกันด้วย
อัตราการใช้อาวุธที่สูงนั้นเกิดจากการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยมีการยิงขีปนาวุธ 33 ลูก และโดรนประมาณ 94 ลำ ต่อวัน ในช่วง 40 วัน ของสงครามรุกรานที่ไร้เหตุผลซึ่งกองกำลังพันธมิตรทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลได้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์
ที่มา : สำนักข่าวเพรสทีวี
Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่