อยาตุลลอฮ์ ซัยยิด มุจญ์ตาบา คอเมเนอี ผู้นำการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน ได้เรียกร้องให้บุคคลสำคัญทางด้านวัฒนธรรมและศิลปะของอิหร่านลุกขึ้นยืนหยัดเช่นเดียวกับกวีเอก เฟอร์โดว์ซี และจารึกเรื่องราว "การปกป้องอันศักดิ์สิทธิ์" ครั้งล่าสุดของชาติไว้เป็นอมตะ
ในสารที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ (15 พ.ค.) เนื่องในโอกาสรำลึกถึง ฮาคิม อับดุลกอเซ็ม เฟอร์โดว์ซี และการอนุรักษ์ภาษาเปอร์เซีย ผู้นำอิหร่านกล่าวว่า ภาษาเปอร์เซียแสดงถึงศักยภาพอันมหาศาลในการส่งเสริมอารยธรรมอิสลามของอิหร่านไปทั่วโลก
ผู้นำอิหร่านกล่าวว่า “มหากาพย์แห่งการดำรงอยู่ การป้องกัน และชัยชนะของชาติอิหร่าน อันเป็นที่รักของเรา ในการป้องกันอันศักดิ์สิทธิ์ครั้งที่สาม ได้วางภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ไว้บนบ่าของบุคคลสำคัญทางด้านวัฒนธรรม วรรณกรรม และศิลปะ ให้ลุกขึ้นยืนหยัดเช่นเดียวกับ เฟอร์โดว์ซี และตระหนักถึงภารกิจของศิลปินในการสืบทอดภารกิจของประชาชน และทำให้เรื่องราวการลุกฮือครั้งยิ่งใหญ่ของชาติเป็นที่จดจำในประวัติศาสตร์”
การป้องกันอันศักดิ์สิทธิ์ครั้งที่สาม หมายถึงการรุกรานอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่กินเวลา 40 วัน เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และสิ้นสุดลงด้วยการหยุดยิงที่ปากีสถานเป็นผู้ไกล่เกลี่ย
ผู้นำสูงสุดกล่าวว่า ภาษาเปอร์เซียเป็นมากกว่าเครื่องมือในการพูดและการเขียน
อยาตุลลอฮ์ ซัยยิด มุจญ์ตาบา คอเมเนอี กล่าวว่า “ภาษาเปอร์เซีย นอกเหนือจากการเป็นเครื่องมือในการพูดและการเขียนแล้ว ยังเป็นกรอบความคิด เป็นเส้นใยเชื่อมโยงความคิด และเป็นเส้นแบ่งเขตแดนทางอัตลักษณ์ของชาวอิหร่าน”
"ภาษาและวรรณกรรมเปอร์เซียเป็นหนึ่ง ในศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในการส่งเสริมวัฒนธรรมและอารยธรรมอันรุ่งโรจน์ของอิหร่านในยุคอิสลามไปทั่วโลก"
อยาตุลลอฮ์ มุจญ์ตาบา คอเมเนอี กล่าวเสริมว่า คำแนะนำของอยาตอลลอฮ์ ซัยยิด อาลี คอเมเนอี ผู้นำที่ชาญฉลาดผู้พลีชีพ ในการเสริมสร้างภาษาเปอร์เซียนั้น เป็น “แสงสว่างนำทางสำหรับอำนาจของ 'อารยธรรมอิหร่าน-อิสลาม'”
ผู้นำสูงสุดกล่าวว่า ชาติอิหร่านได้พิสูจน์แล้วในการป้องกันอันศักดิ์สิทธิ์ครั้งที่สามว่า เรื่องราวในตำนานของกวีเอก เฟอร์โดว์ซี นั้น “เป็นความจริงในชีวิตและลักษณะนิสัยอันกล้าหาญของพวกเขา”
อยาตุลลอฮ์ มุจญ์ตาบา คอเมเนอี กล่าวโดยอ้างถึงบุคคลผู้กดขี่ข่มเหง จากมหากาพย์ ของกวีเอก เฟอร์โดว์ซี ว่า “แนวคิดเรื่องการสร้างความสามัคคี มนุษยธรรม ความกล้าหาญ และหลักธรรมในคัมภีร์อัลกุรอาน ในบทประพันธ์ ชอฮ์นอเมห์ (Shahnameh) ได้รวมกลุ่มชาติพันธุ์และชนชั้นต่าง ๆ ของอิหร่านเข้าด้วยกัน เพื่อรักษาเอกลักษณ์ ความเป็นตัวตน และความเป็นอิสระของตนเอง และเพื่อต่อสู้กับผู้รุกรานอย่าง ซัคฮาก (Zahhak) ”
บทประพันธ์ ชอฮ์นอเมห์ มหากาพย์ 50,000 บท ของเฟอร์โดซี ซึ่งประพันธ์เสร็จในปี ค.ศ. 1010 ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่า เป็นรากฐานสำคัญของภาษาและเอกลักษณ์ของชาวเปอร์เซีย โดยช่วยรักษาและสืบทอดมรดกทางภาษาของอิหร่านหลังจากการพิชิตของชาวอาหรับ
แก่นเรื่องหลักของบทประพันธ์นี้ได้แก่ ความยุติธรรม วีรกรรม และการต่อสู้ชั่วนิรันดร์ระหว่างความดีและความชั่ว ซึ่งสะท้อนผ่านวีรบุรุษในตำนานอย่างรอสตัม และ ซัคฮาก กษัตริย์ทรราช
ผู้นำอิหร่านกล่าวว่า การต่อต้านอย่างกล้าหาญและชัยชนะอันทรงเกียรติของชาติ ต่อการรุกรานของ "ผู้บูชาปีศาจและเหล่าปีศาจแห่งโลก" ได้เตรียมความพร้อมให้ประชาชนในการปกป้องเอกราชทางอารยธรรมของตน และเผชิญหน้ากับการรุกรานของอเมริกาในด้านภาษา วัฒนธรรม และวิถีชีวิต
อยาตุลลอฮ์ มุจญ์ตาบา คอเมเนอี เรียกร้องให้นักกิจกรรมทางวัฒนธรรมใช้ความคิดริเริ่มและนวัตกรรมเพื่อปกป้องภาษาและการสื่อสาร ตลอดจนส่งเสริมการเติบโตและความเจริญรุ่งเรืองของเด็ก วัยรุ่น และเยาวชน
อยาตุลลอฮ์ มุจญ์ตาบา คอเมเนอี กล่าวว่า "ด้วยความคิดริเริ่มและนวัตกรรมของนักกิจกรรมในแวดวงวัฒนธรรม เพื่อให้มั่นใจถึงการปกป้องภาษาและวาทกรรม ตลอดจนการเติบโตและความเจริญรุ่งเรืองของเด็ก วัยรุ่น และเยาวชน ประเทศชาติจะก้าวผ่านขั้นตอนที่เหลือไปสู่ชัยชนะขั้นสุดท้ายด้วยความมั่นคงยิ่งขึ้น ด้วยความกรุณาของพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ
ที่มา : สำนักข่าวตัสนีม
Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่