การรุกคืบอย่างรวดเร็วของกลุ่มอันซอรุลลอฮ์ในเยเมนไปยังช่องแคบบาบ อัล มันเดบ ได้สร้างความท้าทายทางยุทธศาสตร์อีกครั้งให้กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ในขณะที่สงครามกับอิหร่านเข้าสู่เดือนที่เจ็ดแล้ว ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อวอชิงตันท่ามกลางความวุ่นวายที่เพิ่มขึ้นต่อเส้นทางพลังงานและการขนส่งในภูมิภาค
กองกำลังอันซอรุลลอฮ์ได้รุกคืบลงใต้ไปตามชายฝั่งทะเลแดงของเยเมน ยึดเมืองท่ามอคคา ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ และกำลังเคลื่อนตัวไปยังตำแหน่งต่าง ๆ รอบช่องแคบบาบ อัล มันเดบ รวมถึงเกาะเปริม ที่อยู่กลางช่องแคบ
การพัฒนาครั้งนี้ เกิดขึ้นในขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทำให้วอชิงตันต้องเผชิญกับแรงกดดันพร้อมกันในสองเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของตะวันออกกลาง
วิกฤตที่ขยายวงกว้างนี้ทำให้ความพยายามของทรัมป์ในการควบคุมผลกระทบจากสงครามที่สร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมัน ทรัพยากรทางทหาร และการเมืองภายในประเทศของสหรัฐฯ นั้นซับซ้อนยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ การรุกคืบครั้งนี้ยังเพิ่มแรงกดดันต่อซาอุดีอาระเบีย ซึ่งพึ่งพาท่าเรือทะเลแดงมากขึ้นในการขนส่งน้ำมัน ขณะที่การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกจำกัดอย่างมาก
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า มกุฎราชกุมารมูฮัมมัด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย ได้พูดคุยกับทรัมป์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และขอความช่วยเหลือทางทหารจากสหรัฐฯ ในการต่อต้านกลุ่มอันซอรุลลอฮ์ แต่จนถึงขณะนี้วอชิงตันปฏิเสธที่จะแทรกแซงโดยตรง และเสนอความช่วยเหลือด้านข่าวกรองแทน
ทรัมป์ ยืนยันการสนทนาดังกล่าวในวันเสาร์ที่ผ่านมา และกล่าวว่า กลุ่มอันซอรุลลอฮ์ได้ติดต่อฝ่ายบริหารของเขาเช่นกัน และขอให้วอชิงตันอย่าเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรง
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ ยังคงมุ่งเน้นไปที่ผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของชาติ รวมถึงเสรีภาพในการเดินเรือในทะเลแดง ขณะที่พยายามให้พันธมิตรในภูมิภาคเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในภูมิภาค
สถานการณ์นี้ ทำให้สหรัฐฯ ต้องเผชิญกับทางเลือกเชิงกลยุทธ์ที่ยากลำบาก
การแทรกแซงทางทหารโดยตรงต่อกลุ่มอันซอรุลลอฮ์จะเปิดแนวรบใหม่สำหรับกองกำลังสหรัฐฯ ที่กำลังมีส่วนร่วมในความขัดแย้งกับอิหร่านอยู่แล้ว ในขณะที่การปฏิเสธที่จะแทรกแซงอาจทำให้ซาอุดีอาระเบียและพันธมิตรในภูมิภาคต้องเผชิญกับการรุกคืบด้วยตนเอง
นักวิเคราะห์และอดีตเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เตือนว่า การที่สหรัฐฯ กลับมาปฏิบัติการทางทหารในเยเมนอีกครั้ง อาจต้องใช้ทรัพยากรทางเรือ ทางอากาศ และข่าวกรองจำนวนมาก และจะทำให้คลังกระสุนและระบบสกัดกั้นทางอากาศของสหรัฐฯ ตึงเครียดมากขึ้น
นอกจากนี้ ความเป็นไปได้ดังกล่าวยังคุกคามที่จะทำให้ข้อตกลงที่บรรลุเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งสหรัฐฯ ยุติการทิ้งระเบิดกลุ่มอันซอรุลลอฮ์เพื่อแลกกับการยุติการโจมตีเรือขนส่งสินค้าในทะเลแดง ต้องล่มสลาย
การโจมตีครั้งใหม่ของสหรัฐฯ อาจทำให้กองกำลังอเมริกันเสี่ยงต่อการโจมตีด้วยขีปนาวุธจากเยเมน และขยายขอบเขตทางภูมิศาสตร์ของความขัดแย้ง
“นี่คือสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเสมอมา คืออิหร่านควบคุมไม่เพียงแต่ช่องแคบฮอร์มุซ แต่รวมถึงช่องแคบบาบ อัล มันเดบ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดสองแห่งของโลก”
เดวิด เชนเกอร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝ่ายกิจการตะวันออกกลางในสมัยแรกของทรัมป์ และปัจจุบันทำงานอยู่ที่สถาบันวอชิงตันเพื่อการวิเคราะห์นโยบายตะวันออกกลาง กล่าวว่า
“พวกเขามีอำนาจต่อรองมหาศาลอยู่ในมือ”
ขณะเดียวกัน แรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อวอชิงตันเกิดขึ้นพร้อมกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามกับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศกล่าวว่า อุปทานน้ำมันทั่วโลกในปี ค.ศ. 2026 คาดว่าจะลดลง 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ต่อเนื่องและการหยุดชะงักของเส้นทางพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย ขณะที่การผลิตน้ำมันของซาอุดีอาระเบียลดลงอย่างมาก
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความวุ่นวายที่ยังคงดำเนินอยู่ ขณะที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในสหรัฐฯ ก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศต่อรัฐบาลทรัมป์
ผลกระทบทางด้านการทหารก็ยากที่วอชิงตันจะควบคุมได้มากขึ้นเช่นกัน
การรุกคืบของกลุ่มอันซอรุลลอฮ์ ในขณะนี้ได้เพิ่มมิติใหม่ให้กับความขัดแย้งดังกล่าว ซึ่งอาจบังคับให้วอชิงตันต้องเลือกระหว่างการขยายการมีส่วนร่วมทางทหารและการยอมรับแรงกดดันที่มากขึ้นต่อเส้นทางการขนส่งและพลังงานในภูมิภาค
“เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ทรัมป์ใช้กลยุทธ์บีบเศรษฐกิจของอิหร่าน ขณะที่รักษาความขัดแย้งทางทหารให้อยู่ในระดับต่ำเกินกว่าที่จะบีบเศรษฐกิจของอเมริกา” สตีเฟน เวอร์ไทม์ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศกล่าวว่า “กลุ่มฮูตีได้ทำลายแผนของทรัมป์แล้ว”
ที่มา : สำนักข่าว ตัสนีม
Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่