รายงานภาษาฮีบรูระบุว่า สงครามที่ยืดเยื้อ ความตึงเครียดด้านความมั่นคง และความไม่แน่นอนได้ส่งผลให้ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลจำนวนมากเผชิญกับภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และปัญหาทางจิตใจ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง
หนังสือพิมพ์ ยาดิโอต์ อาหโรโนต์ (Yedioth Ahronoth) รายงานเนื่องในวันครบรอบเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคมว่า ความกดดันทางจิตใจยังคงแพร่กระจายไปทั่วสังคมอิสราเอล โดยมีชาวอิสราเอลเกือบ 1 ล้าน คนติดต่อขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วนสุขภาพจิต และประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ใช้งานกลุ่มนี้ มีภาวะทางจิตใจรุนแรงถึงระดับที่เป็นโรคซึมเศร้า
รายงานระบุว่า ตัวชี้วัดบางตัวปรับตัวดีขึ้นในช่วงปีที่สองของสงครามเมื่อเทียบกับปีแรก อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยในเวลาต่อมาโดยสถาบันไมเยอร์ส-เจดีซี-บรูกเดล (Myers-JDC-Brookdale Institute) ร่วมกับ เจดีซี อิสราเอล (JDC Israel) กลับพบว่า ภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2025 หลังสิ้นสุดสงคราม 12 วัน และเพิ่มสูงขึ้นอีกหนในเดือนเมษายน ค.ศ. 2026 หลังสิ้นสุดสงคราม 40 วัน
ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงภาวะสะสมของความตึงเครียดทางจิตใจ ซึ่งเชื่อมโยงกับการที่ประชาชนต้องเผชิญกับภาวะสงคราม ความตึงเครียดด้านความมั่นคง และความไม่แน่นอนในดินแดนที่ถูกยึดครองเป็นเวลานาน
รายงานฉบับนี้แจ้งเตือนว่า การประเมินผลดังกล่าวจัดทำขึ้นในระยะเวลาอันสั้นหลังจากเกิดเหตุการณ์ด้านความมั่นคงที่รุนแรงเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้ ผลลัพธ์ที่ได้จึงอาจสะท้อนถึงภาวะความทุกข์ทรมานทางจิตใจที่พุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุด มากกว่าที่จะสะท้อนถึงสภาพจิตใจในช่วงเวลาที่สถานการณ์ค่อนข้างสงบ
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ผลกระทบทางจิตใจจากการสู้รบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้ขยายวงกว้างออกไปมาก ซึ่งเกินกว่าจะมองว่าเป็นเพียงผลกระทบที่เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการปะทะกันเป็นระลอก ๆ เท่านั้น
ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2025 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 26.6 มีอาการรุนแรงเกินเกณฑ์ชี้วัดทางคลินิกของโรคซึมเศร้า และร้อยละ 17.0 มีอาการเกินเกณฑ์ชี้วัดของโรควิตกกังวล
ในการประเมินผลครั้งต่อ ๆ มา พบว่า ผู้เข้าร่วมมากกว่า 1 ใน 3 มีอาการของโรคซึมเศร้าในระดับที่นัยสำคัญทางการแพทย์ (อยู่ที่ประมาณร้อยละ 35 ถึง 37) ในขณะที่ประมาณ 1 ใน 4 มีอาการของโรควิตกกังวลในระดับที่มีอาการชัดเจนจนส่งผลกระทบต่อชีวิตและเข้าเกณฑ์การวินิจฉัยโรค อยู่ที่ประมาณร้อยละ 24 ถึง 25
นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมประมาณ 1 ใน 4 เผชิญกับอาการในระดับก่อนเกณฑ์วินิจฉัย (Subclinical) ของโรคซึมเศร้า (อยู่ที่ราวร้อยละ 27 ถึง 28) ในขณะที่อีกประมาณร้อยละ 26 มีอาการในระดับก่อนเกณฑ์วินิจฉัยของโรควิตกกังวล
เมื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาพิจารณาร่วมกัน ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้เข้าร่วมมากกว่าครึ่งหนึ่งในการประเมินแต่ละครั้ง ต่างต้องเผชิญกับปัญหาทางจิตใจในระดับใดระดับหนึ่ง
รายงานระบุว่า ผลลัพธ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า สุขภาพจิตของคนในสังคมอิสราเอลไม่ได้ถูกกระทบจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเพียงเหตุการณ์เดียว แต่เป็นผลมาจากการสะสมของช่วงเวลาแห่งการถูกคุกคาม การสู้รบ และความไม่แน่นอน
รายงานระบุว่า ไม่ว่าผลลัพธ์และการวิเคราะห์จะเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือ ความทุกข์ทรมานและความเครียดทางจิตใจไม่ได้จางหายไปไหน แม้ว่าสงครามจะดำเนินมานานถึงสามปีแล้วก็ตาม และในบางแง่มุม ขนาดของผลกระทบที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มปรากฏให้เห็นในตอนนี้เอง"
รายงานยังชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่น่ากังวล เกี่ยวกับจำนวนเด็กและวัยรุ่นที่เข้ารับการรักษาในแผนกฉุกเฉินทางจิตเวชที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ซึ่งเป็นไปตามข้อมูลที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่งเปิดเผยออกมาในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
ในขณะเดียวกัน รายงานเน้นย้ำว่า ความทุกข์ทรมานทางจิตใจไม่จำเป็นต้องลงเอยด้วยการเข้ารับการรักษาในแผนกฉุกเฉินทางจิตเวชเสมอไป เนื่องจากปัญหาเหล่านี้ยังสามารถเกิดขึ้นในกลุ่มคนที่ยังคงใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ แต่ลึก ๆ แล้วรู้สึกว่าตนเองต้องการความช่วยเหลือ
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้กล่าวกับ Aharonot ว่า พวกเราใช้ชีวิตกันตามปกติ คนส่วนใหญ่ยังคงไปทำงาน เรียนหนังสือ เลี้ยงลูก และทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป แต่ความสามารถในการทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นสัญญาณของสุขภาพจิตที่ดีเสมอไป ในสภาวะที่ความไม่แน่นอนและการถูกคุกคามอย่างต่อเนื่องกลายเป็นสิ่งที่ควบคุมความจริงในชีวิต ความกดดันทางจิตใจอาจค่อย ๆ สะสมและแสดงออกมาในรูปแบบของความเหนื่อยล้า ความโดดเดี่ยว ปัญหาในความสัมพันธ์ รวมไปถึงการสูญเสียความรู้สึกมั่นคงและปลอดภัย
รายงานระบุว่า เจดีซี อิสราเอล (JDC Israel) และสถาบันไมเยอร์ส-เจดีซี-บรูกเดล (Myers-JDC-Brookdale Institute) ได้เฝ้าติดตามตัวชี้วัดต่าง ๆ เกี่ยวกับความคิดเห็นของสาธารณชนชาวอิสราเอลมาอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผ่านการทำแบบสำรวจที่เป็นระบบและเป็นระยะ ๆ
แบบสำรวจดังกล่าวครอบคลุมผู้เข้าร่วมมากกว่า 3,500 คน ซึ่งเป็นตัวแทนจากกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมอิสราเอล
เนื่องจากงานวิจัยนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 คณะผู้วิจัยจึงสามารถเปรียบเทียบสภาพการณ์ต่าง ๆ ระหว่างช่วงเวลาก่อนและหลังเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคมได้อย่างชัดเจน
รายงานระบุว่า มีการตรวจพบการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลนับตั้งแต่เกิดสงคราม โดยพบทั้งในกลุ่มที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคทางจิตเวชอย่างเป็นทางการ และในกลุ่มที่มีความทุกข์ทรมานทางจิตใจในระดับที่รุนแรงน้อยกว่า
การประเมินผลครั้งล่าสุดซึ่งจัดทำขึ้นในเดือนเมษายน แสดงให้เห็นถึงอัตราภาวะวิตกกังวลและโรคซึมเศร้าที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยพบทั้งในกลุ่มที่มีอาการรุนแรงที่สุดในระดับที่เข้าเกณฑ์วินิจฉัย "อย่างเป็นทางการ" และในกลุ่มที่มีอาการในระดับรองลงมา ซึ่งถึงกระนั้นก็ยังคงเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความทุกข์ทรมานทางจิตใจ
คณะผู้วิจัยระบุว่า การเพิ่มขึ้นของภาวะวิตกกังวลและโรคซึมเศร้าดังกล่าว พิสูจน์ให้เห็นว่าสุขภาพจิตนั้น “ไม่ได้ถูกกระทบจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเพียงเหตุการณ์เดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นผลมาจากการสะสมของช่วงเวลาแห่งการถูกคุกคาม ความทุกข์ทรมาน และความไม่แน่นอนอีกด้วย
รายงานยังได้ยอมรับเพิ่มเติมว่า ระบบบริการสังคมและระบบดูแลสุขภาพจิตของอิสราเอลในปัจจุบัน ขาดศักยภาพเพียงพอที่จะให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อต้องเผชิญกับขนาดและปริมาณของปัญหาทางจิตใจที่รุนแรงและแพร่กระจายไปทั่วทั้งสังคมเช่นนี้
นอกเหนือจากผลการวิจัยด้านสุขภาพจิตแล้ว รายงานยังได้ระบุถึงความกังวลในวงกว้าง เกี่ยวกับผลกระทบของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อซึ่งมีต่อระบอบการปกครองของอิสราเอล
รายงานระบุว่า สื่อมวลชนและแวดวงการเมืองของอิสราเอลต่างอธิบายถึงสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกประเทศของรัฐบาลอิสราเอลว่า กำลังตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องในหลาย ๆ ด้าน ภายหลังสงครามเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 2023 และการเผชิญหน้าในระดับภูมิภาคที่ตามมา
ที่มา : สำนักข่าว อัล อาลัม
Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่