อามิน นาสเซอร์ ซีอีโอของบริษัท ซาอุดี อารัมโก (Saudi Aramco) ได้อธิบายถึงผลกระทบจากสงครามต่ออิหร่านและเยเมนที่มีต่อตลาดพลังงานโลกว่าเป็นสิ่ง ‘ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน’ พร้อมระบุว่า ตัวเลขความเสียหายอุปทานน้ำมันประมาณ 3 พันล้านบาร์เรลได้สูญหายไปนับตั้งแต่สงครามของริยาด (ซาอุดีอาระเบีย) ต่อเยเมนเริ่มต้นขึ้น
อามิน นาสเซอร์ ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ Al Arabiya Business เมื่อวันพฤหัสบดี (22 ต.ค.) ที่ผ่านมาว่า ก่อนที่จะเกิดสงครามของสหรัฐฯ-อิสราเอลต่ออิหร่าน และสงครามของซาอุดีอาระเบียต่อเยเมน อารัมโกเคยพึ่งพาเส้นทางส่งออกน้ำมัน 3 เส้นทางหลัก ได้แก่ ช่องแคบฮอร์มุซ, ช่องแคบบาบอัล มันเดบ และท่าเรือซีดี เคริร์ (Sidi Kerir) ในประเทศอียิปต์
เนื่องจากเส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้าที่สำคัญถูกตัดขาดจากสงครามเหล่านี้ บริษัท ซาอุดี อารัมโก จึงกำลังดำเนินการ ‘ศึกษาทางวิศวกรรม’ เพื่อค้นหาและกำหนดเส้นทางส่งออกใหม่ ๆ
นอกจากนี้ นาสเซอร์ยังเปิดเผยด้วยว่า อารัมโก กำลังดำเนินการเพื่อจัดตั้งเครือข่ายก๊าซแห่งที่สาม ในขณะที่การศึกษาสำหรับเครือข่ายที่สี่ ก็กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพิ่มเติมเช่นกัน
เกี่ยวกับการส่งออกก๊าซในอนาคต เขากล่าวว่า บริษัท ซาอุดี อารัมโกจะพิจารณาขายเชื้อเพลิงดังกล่าวไปยังต่างประเทศก็ต่อเมื่อ ‘ความต้องการภายในประเทศซาอุดีอาระเบียได้รับการตอบสนองอย่างเพียงพอแล้ว’ เท่านั้น
อารัมโก เป็นบริษัทน้ำมันและก๊าซของรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ซึ่งรัฐบาลในกรุงริยาดเป็นเจ้าของทั้งหมด และถือเป็นเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจในราชอาณาจักรแห่งนี้
ปัจจุบันบริษัทดำเนินงานโรงกลั่นน้ำมันทั้งหมด 15 แห่ง โดยมี 4 แห่งที่เป็นเจ้าของทั้งหมด ส่วนอีก 11 แห่ง ที่เหลือนั้นเป็นการดำเนินงานร่วมกับบริษัทอื่น ๆ ในรูปแบบพันธมิตร
อิหร่านได้ทำการปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อตอบโต้การรุกรานระลอกล่าสุดของสหรัฐฯ-อิสราเอล โดยสั่งห้ามไม่ให้เรือของสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร รวมถึงเรือของซาอุดีอาระเบีย เดินเรือผ่านช่องทางน้ำที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์แห่งนี้
การปิดช่องแคบดังกล่าวได้ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วตลาดพลังงานโลก โดยผลักดันให้ราคาน้ำมันและเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และส่งผลให้รัฐบาลวอชิงตันร่วมกับทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ต้องตัดสินใจระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกมาแล้วหลายครั้ง เพื่อพยายามบรรเทาภาวะหยุดชะงักของอุปทาน
ภายหลังการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) แห่งอิสลามาบัด ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทางการเตหะรานได้ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ทว่ากองทัพอิหร่านกลับสั่งปิดช่องทางเดินเรือนี้ซ้ำเป็นคำรบสอง หลังจากวอชิงตันละเมิดข้อตกลงดังกล่าวด้วยการประกาศปิดล้อมท่าเรือต่าง ๆ ของอิหร่าน
นับตั้งแต่นั้นมา ซาอุดีอาระเบียต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่อีกครั้งต่อการส่งออกพลังงานตามแนวชายฝั่งทะเลแดง โดยกองกำลังเยเมนได้เปิดฉากปฏิบัติการตอบโต้กลับ ภายหลังจากที่ต้องตกอยู่ภายใต้สงครามและการปิดล้อมที่นำโดยซาอุดีอาระเบียมานานกว่าทศวรรษ ซึ่งสงครามดังกล่าวเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 2015 เมื่อรัฐบาลริยาดเข้าแทรกแซงทางทหารเพื่อฟื้นฟูอำนาจให้แก่ระบอบปกครองชุดเก่า
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซาอุดีอาระเบียได้เพิ่มความรุนแรงในการรุกรานเยเมนอย่างมาก โดยเจ้าหน้าที่เยเมนรายงานว่า มีการโจมตีทางอากาศหลายร้อยครั้งทั่วประเทศ
เพื่อเป็นการตอบโต้ กองทัพเยเมนได้เปิดฉากปฏิบัติการครั้งใหญ่ตามแนวชายฝั่งทะเลแดง โดยสามารถขับไล่กลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบียออกจากพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ตลอดจนยึดเมืองท่า มอคคา (Mokha) เอาไว้ได้ และกำลังรุกคืบเข้าสู่ช่องแคบบาบ อัล มันเดบ
กองกำลังเยเมนยังได้ยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์และเกาะต่าง ๆ รอบเส้นทางน้ำ ทำให้แข็งแกร่งขึ้นใกล้จุดยุทธศาสตร์สำคัญ และสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อการจราจรทางทะเลที่เชื่อมโยงกับซาอุดีอาระเบีย
ที่มา : สำนักข่าวเพรสทีวี
Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่