สงครามสามพันปี : เรื่องราวที่ซ่อนเร้นของการต่อสู้เพื่อดินแดนแห่งพันธสัญญา
สงครามสามพันปี : เรื่องราวที่ซ่อนเร้นของการต่อสู้เพื่อดินแดนแห่งพันธสัญญา

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า เรากำลังอยู่ในสงคราม 3000 ปี นายกรัฐมนตรีอิสราเอลก็กล่าวเช่นกันว่า เขากำลังปฏิบัติภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อสร้างดินแดนแห่งพันธสัญญา "พวกปฏิเสธศรัทธาจากวงศ์วานอิสราเอลได้นำชาวยิวไปด้วย โดยอ้างดินแดนแห่งพันธสัญญา และนำชาวคริสต์ไปด้วย โดยอ้างการกลับมาของพระเมสสิยาห์...

    ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า เรากำลังอยู่ในสงคราม 3000 ปี นายกรัฐมนตรีอิสราเอลก็กล่าวเช่นกันว่า เขากำลังปฏิบัติภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อสร้างดินแดนแห่งพันธสัญญา พวกไซออนิสต์ยังพยายามทำลายบัยตุลมักดิส (อัลกุดส์ / เยรูซาเล็ม) และสร้างวิหารแห่งที่สามขึ้นมาแทนที่มัสยิดอัล-อักซอ แต่ความจริงของเรื่องนี้คืออะไร?

    คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้คือ การอ้างอิงถึงพระดำรัสของพระเจ้าและวจนะของอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) เมื่อประมาณ 3,000 ปีที่แล้ว ในสมัยของท่านศาสดาดาวูด หรือ เดวิด (อ.) พระเจ้าได้ทรงประทานอาณาจักรให้แก่ท่าน และต่อมาในสมัยของท่านศาสดาสุไลมาน หรือ โซโลมอน (อ.) ท่านได้เสริมสร้างและขยายอาณาจักรนั้นด้วยปาฏิหาริย์มากมาย เช่น การควบคุม (ตัสคีร) ลมและการควบคุมซาตาน (ชัยฏอน) เพื่อใช้ประโยชน์สำหรับตน ในเวลานั้น ชาวอิสราเอลได้ไปถึงดินแดนแห่งพันธสัญญาและอาศัยอยู่ที่นั่นอย่างเจริญรุ่งเรืองและสุขสบายเป็นเวลาหลายปี

    แต่หลังจากท่านศาสดาสุไลมาน (อ.) พระเจ้าได้ทรงเอาอาณาจักรนั้นคืนจากท่าน และพวกที่ปฏิเสธศรัทธาในหมู่วงศ์วานอิสราเอลที่ปรารถนาจะสืบทอดอาณาจักรนั้นต่อไป ได้หันไปใช้เวทมนตร์และไสยศาสตร์ตามคำสอนของเหล่าซาตาน (ชัยฏอน) เนื่องจากบรรดาซาตาน (ชัยฏอน) บอกพวกเขาว่า สุไลมานสามารถสถาปนาอาณาจักรนั้นได้โดยการควบคุม (ตัสคีร) ญินและใช้เวทมนตร์และไสยศาสตร์

    อัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงส่งทรง ตรัสไว้ในอัลกุรอานโองการที่ 102 ของ (บท) ซูเราะฮ์ อัลบะกอเราะฮ์ ว่า :

 وَاتَّبَعُوا مَا تَتْلُو الشَّيَاطِينُ عَلَى مُلْكِ سُلَيْمَانَ وَمَا كَفَرَ سُلَيْمَانُ وَلَكِنَّ الشَّيَاطِينَ كَفَرُوا يُعَلِّمُونَ النَّاسَ السِّحْرَ

"และพวกเขา (วงศ์วานอิสราเอล) ได้ปฏิบัติตามสิ่งที่บรรดาชัยฏอน (มารร้าย) ได้นำมาอ่านในยุคอาณาจักรของสุไลมาน (สิ่งนั้นคือตำราไสยศาสตร์) และสุไลมานไม่ได้ปฏิเสธศรัทธา (ต่อพระเจ้า) แต่บรรดาชัยฏอนเหล่านั้นต่างหากที่ปฏิเสธศรัทธา (ต่อพระเจ้า) และสอนไสยศาสตร์แก่ผู้คน (ที่ปฏิเสธศรัทธา) ทั้งหลาย"

    ในหนังสือตัฟซีรอัยยาชี เล่มที่ 1 หน้า 52 และตัฟซีรกุมมี เล่มที่ 1 หน้า 55 มีการบันทึกไว้ด้วยสายรายงานที่เชื่อถือได้ (มุอ์ตะบัร) จากท่านอิมามซอดิก (อ.) ซึ่งในการตีความโองการนี้ ท่านกล่าวว่า : “เมื่อสุไลมานสิ้นชีวิต อิบลีสได้คิดค้นไสยศาสตร์และเวทมนตร์ แล้วเขียนมัน เขาพับมันและเขียนด้านหลังว่า : นี่คือขุมทรัพย์แห่งความรู้ที่อะซีฟ อิบนุ บาร์คิยา ได้จัดเตรียมไว้ให้แก่สุไลมาน และใครก็ตามที่ต้องการบรรลุเป้าหมายเช่นนั้น เช่นนี้ จะต้องทำเช่นนั้น เช่นนี้ จากนั้นเขาก็ฝังมันไว้ใต้บัลลังก์ของสุไลมาน แล้วตัวเขาเองก็นำมันออกมาอ่านให้ผู้คนฟัง พวกผู้ปฏิเสธศรัทธากล่าวว่า : สุไลมานมีอำนาจปกครองเหนือพวกเราได้ด้วยวิธีนี้ แต่บรรดาผู้ศรัทธาได้กล่าวว่า : ไม่ใช่ แท้จริงแล้ว สุไลมานเป็นบ่าวของพระเจ้าและศาสนทูตของพระองค์ และพระเจ้าผู้ทรงสูงส่งทรงตรัสว่า : "พวกเขา (วงศ์วานอิสราเอล) ได้ปฏิบัติตามสิ่งที่บรรดาชัยฏอน (มารร้าย) ได้นำมาอ่านในยุคอาณาจักรของสุไลมาน (สิ่งนั้นคือตำราไสยศาสตร์) และสุไลมานไม่ได้ปฏิเสธศรัทธา (ต่อพระเจ้า) แต่บรรดาชัยฏอนเหล่านั้นต่างหากที่ปฏิเสธศรัทธา (ต่อพระเจ้า) และสอนไสยศาสตร์แก่ผู้คน (ที่ปฏิเสธศรัทธา) ทั้งหลาย"

    เชคซอดูกก็ได้รายงานไว้ในหนังสืออุยุน อัคบาร อัล-ริฎอ (อ.) เช่นกัน จากท่านอิมามฮะซัน อัสกะรี (อ.) จากบรรพบุรุษของท่าน จากท่านอิมามซอดิก (อ.) ซึ่งกล่าวในการตีความโองการนี้ว่า : “[วงศ์วานอิสราเอล] ได้ปฏิบัติตามเวทมนตร์และกลอุบายที่พวกซาตาน (ชัยฏอน) ผู้ไม่ศรัทธาได้กล่าวให้ร้ายอย่างผิด ๆ ว่า เกิดขึ้นในสมัยการปกครองของสุไลมาน คนกลุ่มเดียวกันที่คิดว่าสุไลมานขึ้นสู่อำนาจด้วยไสยศาสตร์และเวทมนตร์ และว่าพวกเราก็จะทำสิ่งมหัศจรรย์ด้วยวิธีเดียวกันนี้เพื่อให้ผู้คนเชื่อฟังเรา พวกเขากล่าวว่า : สุไลมานเป็นผู้ไม่ศรัทธาและเป็นนักมายากลที่เชี่ยวชาญ และเขาได้รับอำนาจและการปกครองทั้งหมดนั้นมาด้วยเวทมนตร์ ดังนั้นพระเจ้าจึงทรงปฏิเสธคำพูดของพวกเขา และตรัสว่า : (สุไลมานไม่ได้ปฏิเสธศรัทธา) และไม่ได้ใช้เวทมนตร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขากล่าวหาเขา”

    อัลลามะฮ์มัจญ์ลิซี ก็กล่าวไว้ในหนังสือบิฮารุลอันวาร เล่มที่ 56 หน้า 274 ในการอธิบายโองการนี้เช่นกันว่า : มีหลายความเห็นเกี่ยวกับวลี (พวกเขาได้ปฏิบัติตาม) ซึ่งหมายถึงชาวยิว :

1. ชาวยิวที่อยู่ในสมัยของท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ซ็อลฯ)

2. ชาวยิวที่อยู่ในยุคก่อนท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ซ็อลฯ) จนถึงยุคของท่านศาสดาสุไลมาน (อ.)

3. ชาวยิวที่ฝึกฝนเวทมนตร์ในสมัยของท่านศาสดาสุไลมาน (อ.) เนื่องจากชาวยิวจำนวนมากปฏิเสธความเป็นศาสดาของท่านศาสดาสุไลมาน (อ.) และถือว่าท่านเป็นหนึ่งในผู้ปกครองโลก ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่พวกเขาจะเชื่อว่าท่านได้รับอำนาจปกครองอันยิ่งใหญ่นั้นมาโดยอาศัยเวทมนตร์

4. โองการนี้ครอบคลุมทุกกรณีข้างต้น และนี่เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เนื่องจากไม่มีเหตุผลที่จะจำกัดความเฉพาะเจาะจงไปที่กลุ่มชาวยิวกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ด้วยเหตุนี้เองที่นับตั้งแต่นั้นมา บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาในหมู่วงศ์วานของอิสราเอลได้พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะฟื้นฟูการปกครองนั้นและกำจัดทุกคนที่ขัดขวางพวกเขา

    แท้จริง ความเป็นศัตรูของวงศ์วานอิสราเอลที่มีต่อศาสดาอีซา หรือ พระเยซู (อ.) และความพยายามที่จะสังหารท่านนั้น เกิดจากการที่ท่านได้ประกาศข่าวดีเกี่ยวกับการมาของศาสดาแห่งอิสลาม (ซ็อลฯ) ไม่ใช่เพราะกฎเกณฑ์ทางนิติศาสตร์ (ศาสนบัญญัติ) บางประการที่แตกต่างจากกฎเกณฑ์ทางนิติศาสตร์ (ศาสนบัญญัติ) ของมูซา หรือ โมเสส (อ.) สิ่งที่น่าสนใจก็คือว่า วลี "ดับแสงแห่งพระเจ้า" ก็ถูกใช้ในอัลกุรอานด้วยเช่นกัน

    อัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงส่ง ทรงตรัสไว้ในอัลกุรอานโองการที่ 6-8 ของ (บท) ซูเราะฮ์อัศ-ศ็อฟฟ์ ว่า :

وَإِذْ قَالَ عِيسَى ابْنُ مَرْيَمَ يَا بَنِي إِسْرَائِيلَ إِنِّي رَسُولُ اللَّهِ إِلَيْكُم مُّصَدِّقًا لِّمَا بَيْنَ يَدَيَّ مِنَ التَّوْرَاةِ وَمُبَشِّرًا بِرَسُولٍ يَأْتِي مِن بَعْدِي اسْمُهُ أَحْمَدُ ۖ فَلَمَّا جَاءَهُم بِالْبَيِّنَاتِ قَالُوا هَٰذَا سِحْرٌ مُّبِينٌ (6) وَمَنْ أَظْلَمُ مِمَّنِ افْتَرَىٰ عَلَى اللَّهِ الْكَذِبَ وَهُوَ يُدْعَىٰ إِلَى الْإِسْلَامِ ۚ وَاللَّهُ لَا يَهْدِي الْقَوْمَ الظَّالِمِينَ (7) يُرِيدُونَ لِيُطْفِئُوا نُورَ اللَّهِ بِأَفْوَاهِهِمْ وَاللَّهُ مُتِمُّ نُورِهِ وَلَوْ كَرِهَ الْكَافِرُونَ (8)

“และจงรำลึกถึงขณะที่อีซา บุตรมัรยัม กล่าวว่า "โอ้ วงศ์วานอิสราเอลเอ๋ย แท้จริงฉันเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์มายังพวกท่าน เพื่อยืนยันคัมภีร์ที่มีมาก่อนหน้าฉัน คือ อัตเตารอฮ์ และเพื่อแจ้งข่าวดีเกี่ยวกับศาสนทูตท่านหนึ่งที่จะมาภายหลังฉัน ชื่อของเขาคืออะหมัด (มุฮัมมัด)" แต่เมื่อเขาได้นำหลักฐานชัดเจนต่างๆ มายังพวกเขา พวกเขากล่าวว่า "นี่คือเวทมนตร์อันชัดแจ้ง

    และใครจะอธรรมยิ่งไปกว่าผู้ที่กุความเท็จให้แก่อัลลอฮ์ ทั้ง ๆ ที่เขาถูกเชิญชวนไปสู่อิสลาม และอัลลอฮ์จะไม่ทรงชี้นำทางแก่กลุ่มชนที่อธรรม

    พวกเขาปรารถนาที่จะดับรัศมีของอัลลอฮ์ด้วยปากของพวกเขา แต่อัลลอฮ์เป็นผู้ที่จะทำให้รัศมีของพระองค์สมบูรณ์ แม้ว่าพวกปฏิเสธศรัทธาจะเกลียดชังก็ตาม"

    ประเด็นที่น่าสนใจก็คือว่า ชื่อคัมภีร์ของท่านศาสดาอีซา หรือ พระเยซู (ขอสันติสุขจงมีแด่ท่าน) ก็คือ อินญีล ซึ่งหมายถึง ข่าวดี และข่าวดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของท่านคือการมาของ "อะห์มัด" เมื่อวงศ์วานอิสราเอลเผชิญกับความจริงข้อนี้ พวกเขากลับปฏิเสธศาสดาอีซา (อ.) พร้อมกับปาฏิหาริย์ทั้งหมดของท่าน และเมื่อพวกเขาเข้าใจจากคำพยากรณ์ว่า รัฐบาลโลกในที่สุดจะตกเป็นของบุคคลจากเชื้อสายของอิสมาอีล พวกเขาก็พยายามทุกวิถีทางที่จะขัดขวางการประสูติของศาสดาแห่งอิสลาม (ขอสันติสุขจงมีแด่ท่านและครอบครัวของท่าน) แล้วหลังจากนั้นก็สังหารท่าน

    ตัวอย่างเช่น การสังหารท่านฮาชิม บิดาของท่านอับดุลมุฏฏอลิบ (ปู่ของศาสดา) ซึ่งถูกวางยาพิษในกาซา ปาเลสไตน์ ขณะเดินทางไปซีเรียเพื่อค้าขาย และเสียชีวิตที่นั่น และการลอบสังหารท่านอับดุลลอฮ์ (บิดาของศาสดา) ซึ่งแต่งงานกับมารดาของท่านศาสดาในมะดีนะฮ์ และถูกชาวยิววางยาพิษและเสียชีวิตที่นั่น ในขณะที่ท่านศาสดายังไม่ประสูติ และความพยายามที่จะสังหารท่านศาสดาตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง "มุฮัมมัด ศาสนทูตของอัลลอฮ์" จนกระทั่งการสถาปนารัฐบาลอิสลามในมะดีนะฮ์และสงครามต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการต่อต้านท่าน รวมถึงความพยายามที่จะวางยาพิษท่านศาสดา ด้วยเนื้อที่ปนเปื้อนยาพิษโดยหญิงชาวยิวจากเมืองคัยบาร์ (ค็อยบัร) และสังหารท่านอาลี (ขอสันติสุขจงมีแด่ท่าน) ผู้นำแห่งปวงผู้ศรัทธา ดังที่เมื่อท่านถูกฟันศีรษะในมิห์รอบ (สถานที่ทำนมาซ) และถูกถามเกี่ยวกับผู้สังหารท่าน ท่านได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า : "ฉันถูกสังหารโดยบุตรชายของหญิงชาวยิว อับดุลเราะห์มาน อิบนุ มุลญัม อัลมุรอดี" (บิฮารุลอันวาร, เล่ม 42, หน้า 284)

     ในปัจจุบันเรื่องราวก็ยังคงเหมือนเดิม พวกที่ไม่เชื่อในพระเจ้าจากวงศ์วานอิสราเอล ซึ่งหันไปหาลัทธิบูชาซาตานและไสยศาสตร์เพื่อบรรลุความปรารถนาอันยาวนานของพวกเขาในการปกครองโลกและสถาปนาอำนาจของซาตานเหนือแผ่นดินโลก ได้หลอกลวงชาวยิวภายใต้ข้ออ้างเรื่องดินแดนแห่งพันธสัญญา และหลอกลวงชาวคริสต์ ภายใต้ข้ออ้างเรื่องการเสด็จกลับมาของพระคริสต์ และนำพวกเขามาร่วมด้วย ในขณะที่พวกเขายังคงบูชารูปเคารพในสมัยของมูซา (ขอสันติสุขจงมีแด่ท่าน) และพยายามจะฆ่าท่านในสมัยของอีซา (ขอสันติสุขจงมีแด่ท่าน) และหากพวกเขาทำสำเร็จอีกครั้ง พวกเขาก็จะไม่ลังเลที่จะฆ่าท่านศาสดาอีซา (อ.) อีกครั้งเช่นกัน

    แม้กระทั่งในปัจจุบัน พวกบูชาซาตาน (ซาตานิสต์) เหล่านี้ ก็ถือว่าอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการบรรลุเป้าหมายนี้คือ อุดมการณ์ชีอะฮ์ ซึ่งเชื่อว่า รัฐบาลโลกจะถูกสถาปนาโดยบุตรของท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) และจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือท่านในภารกิจนี้ ฐานที่มั่นหลักของชีอะฮ์ในปัจจุบันอยู่ที่อิหร่าน ซึ่งประชาชนของพวกเขานับถือพระเจ้าองค์เดียวและต่อสู้กับปีศาจ (ซาตาน) มาโดยตลอด

    ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงมองว่า สงครามครั้งนี้เป็นสงครามแห่งการชี้ชะตา ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว รัฐบาลแห่งพระเจ้าจะสถาปนาขึ้นในโลก และมนุษย์จะฟื้นคืนศักดิ์ศรีของตน หรือไม่ก็รัฐบาลของซาตาน ซึ่งส่วนหนึ่งได้ถูกแสดงให้เห็นบนเกาะเอปสไตน์

    ดังนั้นอย่าได้สงสัยเลยว่า เหล่าทรราชทั่วโลกจะอยู่ฝ่ายซาตาน และผู้ศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียวที่บริสุทธิ์ทั้งหมด จะอยู่ฝ่ายสัจธรรม เคียงข้างอิหร่าน


แปลและเรียบเรียง : เชคมุฮัมมัด นาอีม ประดับญาติ

Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้สำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่

ผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้

มี 64 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

29336181
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
14287
12792
96370
29145351
405409
361470
29336181

ศ 27 มี.ค. 2026 :: 22:42:45