นโยบายยึดติดสงครามในอดีตของทรัมป์ ทำให้สูญเสียเงินหลายพันล้านดอลลาร์
นโยบายยึดติดสงครามในอดีตของทรัมป์ ทำให้สูญเสียเงินหลายพันล้านดอลลาร์

นโยบายของ "โดนัลด์ ทรัมป์" ที่ยึดติดกับ "ภาพจำสงครามในศตวรรษที่ 20" กำลังบีบให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน ต้องถอยหลังกลับไปใช้ระบบปล่อย (เครื่องบิน) พลังไอน้ำ และทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อฟื้นคืนชีพเรือรบรุ่นเก่า ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวไม่เพียงแต่จะซ้ำเติม วิกฤตอุตสาหกรรมต่อเรือของอเมริกาให้ย่ำแย่ลงเท่านั้น แต่ยังเป็นการผลาญงบประมาณแผ่นดินคิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์โดยเปล่าประโยชน์

    สำนักข่าว IRNA อ้างอิงรายงานจากเว็บไซต์ เอล เอโกโนมิสตา (El Economista) ระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เปิดศึกทางเทคโนโลยีครั้งแปลกประหลาดที่สุดครั้งหนึ่ง โดยพุ่งเป้าไปที่ "ระบบเครื่องดีดส่งเครื่องบิน" (Catapult) บนเรือบรรทุกเครื่องบิน โดยผู้นำสหรัฐฯ ได้ออกคำสั่งตรงถึงเพนตากอน ให้ดำเนินการรื้อถอนระบบดีดส่งเครื่องบินพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า (EMALS) ออกจากเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นเจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด (Gerald R. Ford-class) แล้วแทนที่ด้วย "ระบบเครื่องดีดพลังไอน้ำแบบดั้งเดิม" ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของเรือรบในยุคศตวรรษที่ 20

     สำนักข่าว IRNA ระบุว่า การตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นการ ถอยหลังเข้าคลองอย่างเห็นได้ชัด จากหนึ่งในนวัตกรรมที่ก้าวหน้าที่สุดของกองทัพเรือสหรัฐฯ เพื่อกลับไปพึ่งพาระบบกลไกแบบเดิมที่ "โดนัลด์ ทรัมป์" ปักใจเชื่อว่า "มีความเสถียรและน่าเชื่อถือมากกว่า" ทว่าการหันหลังให้เทคโนโลยีอนาคตแล้วย้อนเวลากลับสู่อดีตในครั้งนี้ กำลังสร้างภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาลที่จะตกอยู่กับ ผู้เสียภาษีชาวอเมริกัน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    การตัดสินใจนี้เป็นการย้อนกลับอย่างชัดเจนของความก้าวหน้าสำคัญอย่างหนึ่งของกองทัพเรือสหรัฐฯ และเป็นการกลับไปใช้ระบบกลไกที่ทรัมป์เชื่อว่า "น่าเชื่อถือกว่า" แต่การกลับไปสู่ยุคอดีตนี้มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายมหาศาลสำหรับผู้เสียภาษีชาวอเมริกัน

    เทคโนโลยีของเรือบรรทุกเครื่องบินนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถปรับเปลี่ยนกันได้โดยง่าย เนื่องจาก ระบบดีดส่งเครื่องบินพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า (EMALS) ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเพื่อเร่งความเร็วของเครื่องบิน และควบคุมด้วยระบบดิจิทัลทั้งหมด ในทางตรงกันข้าม ระบบเครื่องดีดพลังไอน้ำ จำเป็นต้องใช้ลูกสูบขนาดมหึมา รวมถึงระบบท่อ วาล์ว และระบบไฮดรอลิกที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง การนำโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้มาติดตั้งในเรือรบที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับเทคโนโลยีแม่เหล็กไฟฟ้าตั้งแต่แรก จึงบีบให้ต้องมีการรื้อถอนและปรับเปลี่ยนโครงสร้างวิศวกรรมขนานใหญ่ ซึ่งนั่นหมายถึงความล้มเหลวของเงินลงทุนมหาศาลที่จมไปก่อนหน้านี้ และอาจส่งผลให้โครงการก่อสร้างเรือรบทั้งหมดต้องหยุดชะงักลง

    แม้ว่า "โดนัลด์ ทรัมป์" จะตราหน้าและโจมตีระบบดีดส่งเครื่องบินแม่เหล็กไฟฟ้า (EMALS) มานานหลายปีว่าเป็น "ระบบที่ซับซ้อนเกินไปและพึ่งพาไม่ได้" แต่ในความเป็นจริง เทคโนโลยีล้ำสมัยนี้กลับพิสูจน์ความสำเร็จด้วยสถิติ ส่งเครื่องบินขึ้นสู่น่านฟ้าได้อย่างปลอดภัยมาแล้วมากกว่า 36,000 ครั้ง บนเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด (USS Gerald R. Ford) ยิ่งไปกว่านั้น นวัตกรรมดังกล่าวได้รับความไว้วางใจจนมหาอำนาจอย่าง ฝรั่งเศสและจีน เลือกนำไปติดตั้งในเรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นใหม่ของตนเอง เนื่องจากระบบนี้มีจุดเด่นสำคัญในการ ลดการใช้กำลังพลลงได้อย่างมหาศาล และสามารถควบคุมแรงเร่งความเร็วของเครื่องบินรบแต่ละประเภทที่มีน้ำหนักแตกต่างกันได้อย่างแม่นยำสูงสุด ซึ่งระบบไอน้ำแบบเก่าไม่สามารถทำได้

    ความหลงใหลของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ระบบเครื่องดีดส่งเครื่องบินเท่านั้น โดยหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ (The Washington Post) รายงานว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาปรับเปลี่ยนพิมพ์เขียวของเรือรบในอนาคต เพื่อทำให้พวกมันมีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับ เรือรบในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 มากยิ่งขึ้น หนึ่งในแนวคิดหลักคือการย้ายตำแหน่ง "หอบังคับการเรือ" (Island) จากบริเวณส่วนท้ายเรือกลับมาไว้ที่ กึ่งกลางลำเรือ ซึ่งการปรับเปลี่ยนโครงสร้างระดับฐานรากเช่นนี้ อาจต้องแลกด้วยงบประมาณที่บานปลายเพิ่มขึ้นอีกหลายพันล้านดอลลาร์ ซ้ำร้ายยังจะส่งผลให้แผนการปรับปรุงกองทัพเรือให้ทันสมัย ซึ่งปัจจุบันกำลังเผชิญปัญหาความล่าช้าเนื่องจากขาดแคลนเรือทดแทนอยู่แล้ว ต้อง ชะงักและล่าช้าออกไปอีกหลายปี

    โดนัลด์ ทรัมป์ เคยประกาศแผนสร้าง "กองทัพเรือสีทอง" ซึ่งเป็นเรือรบรุ่นใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรือประจัญบานสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยสื่อสเปนระบุว่า เป็นความพยายามแทรกแซงยุทธศาสตร์กองทัพเรือ ด้วยแนวคิดแปลกประหลาดอีกครั้ง

"กองเรือทองคำ" (Golden Fleet) ของทรัมป์

    สื่อสเปนเจ้าเดิมยังได้ตอกย้ำว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ "โดนัลด์ ทรัมป์" เข้ามาแทรกแซงยุทธศาสตร์ทางอุตสาหกรรมของกองทัพเรือด้วยแนวคิดสุดแปลกประหลาด เพราะเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เขาเคยประกาศกร้าวถึงแผนการสร้าง "กองทัพเรือสีทอง" (Golden Fleet) ซึ่งเป็นกองเรือรบชั้นใหม่ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับ "เรือประจัญบานหุ้มเกราะ" (Battleship) ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2

    เรือรบประเภทนี้ ซึ่งมีลักษณะไม่ต่างจาก "ป้อมปราการลอยน้ำหุ้มเกราะหนา" ได้ถูกปลดระวางและแทนที่ด้วยเรือบรรทุกเครื่องบินไปตั้งแต่ยุคสงครามเย็น เนื่องจากพวกมันมีจุดอ่อนและมีความเสี่ยงสูงเกินไปต่อการตกเป็นเป้าโจมตีของฝูงบินรบและเรือดำน้ำ ทว่าผู้นำทำเนียบขาวคนปัจจุบันกลับถูกความกระหายใน "ภาพจำยุคศตวรรษที่ 20" เข้าครอบงำ จนพยายามที่จะชุบชีวิตอดีตอาวุธยักษ์ใหญ่เหล่านี้ให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อหวังรื้อระบบนโยบายกลาโหมของอเมริกาใหม่ทั้งหมด

    ราคาค่างวดของเรือรบเหล่านี้ยังพุ่งสูงลิ่วจนน่าตกใจ โดยจากรายงานของสำนักงานงบประมาณแห่งสภาคองเกรส (CBO) ระบุว่า เรือรบแต่ละลำใน "ชั้นทรัมป์" (Trump-class) ซึ่งตั้งชื่อตามนามสกุลของประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะมีต้นทุนการสร้างเฉลี่ยสูงถึง 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อลำ (และอาจพุ่งสูงถึง 23,400 ล้านดอลลาร์สำหรับเรือลำแรกของชั้น) ซึ่งงบประมาณต่อลำนี้คิดเป็นเกือบ 2 เท่า ของค่าใช้จ่ายในการสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ลำเดิมที่ทรัมป์พยายามจะสั่งรื้อโครงสร้างและเปลี่ยนการออกแบบอยู่ในขณะนี้

    ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อเร่งรัดการดำเนินโครงการดังกล่าวให้รวดเร็วยิ่งขึ้น กองทัพเรือสหรัฐฯ ถึงกับยอมประกาศพับแผน "โครงการคอนสเตลเลชัน" (Constellation-class program) ซึ่งเป็นอภิมหาโครงการจัดสร้างเรือฟริเกตสมรรถนะสูงรุ่นใหม่ของกองทัพ โดยเรือรบในโครงการนี้เดิมทีถูกพัฒนาขึ้นโดย "ฟินคานติเอรี" (Fincantieri) บริษัทต่อเรือยักษ์ใหญ่สัญชาติอิตาลี และมีกำหนดดำเนินการก่อสร้างทั้งหมดบนแผ่นดินสหรัฐฯ

"วิกฤตอุตสาหกรรมนาวีสหรัฐฯ"

    โครงการก่อนหน้านี้ประสบปัญหาจากต้นทุนที่สูงและวิกฤตโครงสร้างในอุตสาหกรรมการต่อเรือของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้การผลิตเกือบหยุดชะงักและทำลายความหวังที่มีอยู่ จากเรือฟริเกตที่ออกแบบไว้ 5 ลำ จะมีเพียง 2 ลำ ที่กำลังก่อสร้างเท่านั้นที่จะดำเนินการต่อจนแล้วเสร็จ

    "โดนัลด์ ทรัมป์" ได้หยิบยกวิกฤตอุตสาหกรรมต่อเรือขึ้นมาโจมตีบ่อยครั้ง โดยชี้ว่า เป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนภัยที่สะท้อนถึง "ภาวะสิ้นเนื้อประดาตัวทางอุตสาหกรรม" (Deindustrialization) ของอเมริกาสอดคล้องกับข้อมูลจากสถาบันคลังสมองใกล้ชิดทรัมป์อย่าง กลุ่มพันธมิตรเพื่อความมั่งคั่งของอเมริกา (CPA) ที่เปิดเผยตัวเลขอันน่าตกใจว่า สหรัฐฯ ซึ่งเคยครองแชมป์เป็น ประเทศผู้ผลิตและต่อเรือรายใหญ่ที่สุดของโลกในช่วงทศวรรษที่ ค.ศ.1980 แต่ในปัจจุบัน ศักยภาพดังกล่าวกลับดิ่งลงเหวอย่างรุนแรงจน หลุดโผจากรายชื่อ 20 อันดับแรกของโลก ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    คำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการแก้ไขวิกฤตอุตสาหกรรมนาวีมุ่งเน้น 2 แนวทางหลัก ได้แก่ การปฏิรูประบบและเทคโนโลยีเชิงโครงสร้างโดยกลับไปใช้ระบบกลไกไอน้ำดั้งเดิม และการทุ่มงบประมาณสร้างกองเรือรบชั้นใหม่พร้อมยกเลิกโครงการพันธมิตรเดิม

    แผนการดังกล่าวแบ่งแนวทางปฏิบัติออกเป็นสองด้าน โดยด้านแรกคือการผลักดัน "โมเดลฟินแลนด์" ซึ่งเน้นการ เอาท์ซอร์ส (Outsourcing) หรือจ้างอู่ต่อเรือต่างชาติ เป็นผู้รับผิดชอบการจัดสร้างเรือฟริเกตและเรือโลจิสติกส์สนับสนุน นโยบายดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากข้อตกลงครั้งสำคัญเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ.2025 ที่ผ่านมา ระหว่างรัฐบาลวอชิงตันและเฮลซิงกิ ในการร่วมมือกันสร้างกองเรือตัดน้ำแข็ง (Icebreaker Fleet) มูลค่ารวมสูงถึง 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ฟินแลนด์ถือเป็นหนึ่งในมหาอำนาจของโลกด้านการจัดสร้างเรือประเภทนี้ เนื่องจากเป็นผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาและต่อเรือรบ รวมถึงเรือเฉพาะทางที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติการและ ฝ่าวงล้อมในมหาสมุทรที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งหนา

    โดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งการให้กระทรวงกลาโหมจัดตั้งอู่ต่อเรือแห่งใหม่ของรัฐบาลบริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์กลางซ่อมบำรุงและประกอบชิ้นส่วนทางทะเล

    นอกเหนือจากคำสั่งจัดตั้งอู่ต่อเรือของรัฐแล้ว ผู้นำสหรัฐฯ ยังเปิดไฟเขียวให้มีการลงนามข้อตกลงกับภาคเอกชน หรือแม้กระทั่งการเข้าซื้อหุ้นบางส่วนของบริษัทเหล่านั้น หากมีความจำเป็น ซึ่งโมเดลการแทรกแซงทางธุรกิจโดยรัฐในลักษณะนี้ เคยถูกนำมาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติมาแล้วกับ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง อินเทล (Intel) เพื่อความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ


ที่มา : สำนักข่าว IRNA

Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่

ผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้

มี 867 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

30883990
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
6528
2686
35718
30770463
258884
317935
30883990

พฤ 20 ส.ค. 2026 :: 18:36:33