เสียงเรียกร้องให้ชาวมุสลิมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและร่วมกันต่อต้านอิสราเอลและสหรัฐฯ กลายเป็นประเด็นหลักในการประชุมเอกภาพอิสลาม (Islamic Unity Conference) ที่จัดขึ้น ณ กรุงเตหะราน โดยบรรดาผู้กล่าวสุนทรพจน์ในงานได้เตือนว่า หากล้มเหลวในการเผชิญหน้ากับการก้าวร้าวของอิสราเอล ภัยคุกคามดังกล่าวอาจขยายตัวจากเลบานอนและซีเรียไปยังประเทศอื่น ๆ ทั่วทั้งภูมิภาค
ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่บรรดานักวิชาการและปัญญาชนชาวมุสลิมมารวมตัวกัน ณ สุสานของอิมามโคมัยนี (ร.ฮ.) ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน เพื่อเข้าร่วมการประชุมเอกภาพอิสลามนานาชาติ (International Conference on Islamic Unity) ครั้งที่ 40 ซึ่งจัดขึ้นในกรุงเตหะราน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
การประชุมครั้งนี้ได้รวบรวมนักวิชาการและนักคิดมุสลิมหลายร้อยคนจากประมาณ 40 ประเทศ ภายใต้หัวข้อเอกภาพอิสลามในแนวคิดของผู้นำผู้พลีชีพ อยาตุลลอฮ์ ซัยยิด อาลี คอเมเนอี
ผู้บรรยายในการประชุมเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเอาชนะความแตกต่างทางนิกาย เสริมสร้างความสามัคคีในหมู่ชาวมุสลิม และสนับสนุนประชาชนชาวปาเลสไตน์และเลบานอน พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า ความสามัคคีเป็นสิ่งสำคัญในการต่อต้านความพยายามของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่จะครอบงำภูมิภาค
เชค ฮัสซัน บักห์ดาดิ นักวิชาการชาวเลบานอนกล่าวว่า อิมามโคมัยนี (ร.ฮ.) ได้ยกระดับความสามัคคีของอิสลามจากหลักการทั่วไปไปสู่โครงการเชิงกลยุทธ์ โดยเชื่อมโยงกับประเด็นปาเลสไตน์และการจัดตั้งวันกุดส์สากล
เขากล่าวว่า ปาเลสไตน์ยังคงเป็นประเด็นสำคัญสำหรับโลกมุสลิม เพราะถูกใช้โดยมหาอำนาจอาณานิคมตะวันตกเป็นฐานที่มั่นเชิงกลยุทธ์สำหรับการแทรกแซงในภูมิภาคและการแบ่งแยกประเทศอาหรับและมุสลิม
บักห์ดาดิกล่าวว่า “ในปัจจุบันนี้ แผนการขยายอำนาจของอเมริกาและอิสราเอลต่ออิหร่านและแนวร่วมต่อต้านยังคงดำเนินต่อไป แต่ด้วยความอดทน ความเพียร และการทำในสิ่งที่เราทำได้ หากพระเจ้าทรงประสงค์ เราจะเอาชนะแผนการนี้ได้”
เขากล่าวว่า อิมามโคมัยนี (ร.ฮ.) ได้วางแนวทางที่กว้างขึ้นในการรับมือกับภัยคุกคาม ซึ่งครอบคลุมถึงการต่อต้านทางเศรษฐกิจ การทำงานและการผลิต ความเข้มแข็งทางทหาร ความสามัคคีภายในประเทศ และความสามัคคีในหมู่ชาวมุสลิม
บักห์ดาดิ กล่าวว่า ความจำเป็นสำหรับความสามัคคีดังกล่าวมีความเร่งด่วนมากขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ในภูมิภาคปัจจุบัน
เขากล่าวว่า “เราจำเป็นต้องยึดมั่นในวิธีการนี้ และเลือกความสามัคคีของอิสลามเพื่อต่อต้านการรุกรานและการกดขี่ ในวันนี้ มากกว่าที่เคย”
‘ความสามัคคี’ เป็นทางออกของการแตกแยกทางนิกาย
บักห์ดาดิ เน้นย้ำถึงบทบาทของการปรองดองระหว่างสำนักคิดอิสลามต่าง ๆ ในการลดความเป็นปรปักษ์ทางนิกายและป้องกันไม่ให้ชาวมุสลิมตกอยู่ในวงจรของการกล่าวหาซึ่งกันและกัน และการกล่าวหาว่า เป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา
เขากล่าวว่า นักวิชาการที่เข้าใจรากฐานทางนิติศาสตร์ของสำนักคิดอิสลามต่าง ๆ จะอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าในการประเมินคำถามทางศาสนาและเข้าใจจุดที่เห็นพ้องต้องกันในหมู่ชาวมุสลิม
เขากล่าวว่า การปรองดองยังช่วยให้นักวิชาการอิสลามเข้าใจพัฒนาการต่าง ๆ ทั่วโลกมุสลิมได้ดียิ่งขึ้น และตรวจสอบพัฒนาการเหล่านั้นผ่านหลักฐานที่ชาวมุสลิมยอมรับจากอัลกุรอานและซุนนะห์ (แบบอย่างท่านศาสดา ซ็อลฯ)
บักห์ดาดีกล่าวว่า “ชาวมุสลิมต้องตระหนักถึงสิ่งที่ศัตรูและพวกหน้าไหว้หลังหลอกต้องการ และความแตกต่างทางศาสนาต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อความเป็นเอกภาพของชาวมุสลิม”
เขากล่าวว่า แม้ว่า รัฐบาลจะขัดขวางการปรองดองระหว่างนิกายทางศาสนา แต่ความรู้สึกของประชาชนในหมู่ชาวมุสลิมก็ยังคงสามารถผลักดันให้เกิดความเป็นเอกภาพได้
บักห์ดาดี อ้างถึงการถอนตัวของอิสราเอลจากเลบานอนตอนใต้ในปี ค.ศ. 2000 และสงครามเลบานอนในปี ค.ศ.2006 โดยกล่าวว่า ชาวมุสลิมทั่วโลกอาหรับและอิสลามต่างเฉลิมฉลองชัยชนะของฝ่ายต่อต้าน
เขากล่าวว่า “รัฐบาลไม่สามารถหยุดยั้งความรู้สึกของชาวมุสลิมได้”
เขากล่าวว่า ปาเลสไตน์ก็สามารถเป็นประเด็นที่สร้างความสามัคคีได้เช่นกัน ซึ่งสามารถนำชาวมุสลิมมารวมกันได้แม้จะมีความแตกต่างทางนิกาย
บักห์ดาดีกล่าวว่า “ปาเลสไตน์สามารถเป็นหัวข้อที่ครอบคลุมซึ่งนำชาวมุสลิมมารวมกันได้”
ความเป็นปรปักษ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล ภัยคุกคามในวงกว้างระดับภูมิภาค
ซัยยิด ฮัสซัน โคมัยนี ผู้ดูแลสุสานอิมามโคมัยนี (ร.ฮ.) เตือนในทำนองเดียวกันว่า ภัยคุกคามจากอิสราเอลไม่ควรถูกมองว่า จำกัดอยู่แค่แนวหน้าในปัจจุบัน
เขากล่าวว่า ผู้นำมุสลิมไม่ควรคิดว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล กำลังกระทำการเพื่อผลประโยชน์ของพวกเขา
เขากล่าวว่า “ผู้นำของโลกอิสลามคิดว่า ทรัมป์และเนทันยาฮูเป็นผู้หวังดีต่อพวกเขาหรือ?!”
ซัยยิด ฮัสซัน โคมัยนีกล่าวว่า “หากเราไม่ต่อต้านพวกไซออนิสต์ พรุ่งนี้เลบานอนและซีเรียจะไม่ใช่เพียงพื้นที่แห่งภัยคุกคามเท่านั้น ซาอุดีอาระเบียและตุรกีก็จะตกอยู่ภายใต้คมดาบของพวกเขาด้วย”
เขากระตุ้นให้ชาวมุสลิมรวมการต่อต้านศัตรูภายนอกเข้ากับความสามัคคีที่มากขึ้นในหมู่พวกเขากันเอง
เขากล่าวว่า “ชาวมุสลิมต้องยืนหยัดต่อต้านศัตรู แต่ในหมู่พวกเขากันเอง พวกเขาต้องปฏิบัติต่อกันด้วยความรักและความเมตตา และริเริ่มแก้ไขปัญหาของกันและกัน”
ซัยยิด ฮัสซัน โคมัยนีกล่าวว่า ความสามัคคีไม่ใช่เพียงแค่สโลแกนทางยุทธวิธีที่เกี่ยวข้องกับอิมามโคมัยนี (ร.ฮ.) แต่เป็นหลักการที่ยั่งยืน
“อิมามไม่ได้นำเสนอความสามัคคีในฐานะคำแถลงทางยุทธวิธี” เขากล่าว “ความสามัคคีเป็นสโลแกนของเรา มันต้องเป็นเช่นนั้น และมันจะเป็นเช่นนั้นต่อไป”
เขายังชี้ให้เห็นถึงประสบการณ์ของปาเลสไตน์และเลบานอน โดยกล่าวว่า ผู้ที่ยืนหยัดเคียงข้างประชาชนของตนจะได้รับการพิสูจน์ความถูกต้อง ในขณะที่ผู้ที่ล้มเหลวในการทำเช่นนั้นจะเผชิญกับการชำระบาปทางศีลธรรมในที่สุด
ซัยยิด ฮัสซัน โคมัยนี ยังได้เรียกร้องโดยตรงต่อนักวิชาการมุสลิมเกี่ยวกับการลอบสังหาร อิมามคอเมเนอี ด้วย
โดยตั้งคำถามถึงการตอบโต้ต่อการโจมตีของผู้ก่อการร้าย
เขากล่าวถามว่า “บรรดานักวิชาการของโลกมุสลิมอยู่ที่ไหน?”
ซัยยิด ฮัสซัน โคมัยนีกล่าวว่า “เมื่อหกเดือนก่อน หนึ่งในบุตรของท่านศาสดาแห่งพระเจ้า ผู้ทรงคุณธรรม เป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านอำนาจครอบงำ และเป็นกระบอกเสียงเพื่อเสรีภาพของชาวมุสลิมในปาเลสไตน์ เลบานอน และทุกหนทุกแห่ง ถูกสังหารโดยคนชั่วช้าที่สุด”
เขาระลึกถึงคำเตือนของอิมามโคมัยนี (ร.ฮ.) ในช่วงสงครามอิรัก-อิหร่านว่า ผู้ปกครองในภูมิภาคไม่ควรคิดว่า การสนับสนุนการโจมตีอิหร่านจะทำให้พวกเขารอดพ้นจากผลที่ตามมา
เขากล่าวว่า เมื่ออิรักโจมตีอิหร่าน อิมามโคมัยนี (ร.ฮ.) ได้เตือนผู้ปกครองบางคนในอ่าวเปอร์เซียตอนใต้ว่า หากอิรักประสบความสำเร็จในการเอาชนะอิหร่าน ในที่สุดมันก็จะหันมาต่อต้านพวกเขาเช่นกัน
ซัยยิด ฮัสซัน โคมัยนีกล่าวว่า “ไม่ถึงหนึ่งปีหลังจากสิ้นสุดสงคราม อิรักก็โจมตีคูเวต”
ซัยยิด ฮัสซัน โคมัยนี กล่าวชมเชยประชาชนชาวอิหร่านที่ยืนหยัดด้วยตนเองและต่อต้านแรงกดดัน โดยกล่าวว่า ผู้ที่สนับสนุนอิหร่านได้ทำหน้าที่ของตนต่อศาสดาแล้ว ในขณะที่ผู้ที่ไม่สนับสนุนจะต้องเผชิญหน้ากับศาสดาด้วยความอับอายในที่สุด
คำสอนในคัมภีร์อัลกุรอานและความรับผิดชอบ
มูฮัมมัด อัล-อาซี นักคิดอิสลามชาวอเมริกันและผู้ตีความคัมภีร์อัลกุรอาน เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระประสงค์ของพระเจ้าและความรับผิดชอบของมนุษย์ โดยระบุว่า คำสอนในคัมภีร์อัลกุรอานเกี่ยวกับการต่อสู้และการป้องกันตนเองนั้น เรียกร้องให้ชาวมุสลิมเข้าใจทั้งหน้าที่ของตนในการกระทำและการพึ่งพาพระเจ้าสำหรับผลลัพธ์สุดท้าย
โดยอ้างถึงโองการในคัมภีร์อัลกุรอานที่ว่า (كُتِبَ عَلَيْكُمُ الْقِتَالُ) “กุติบา อะลัยกุมุ อัล-กีตัล” “การต่อสู้ถูกกำหนดไว้สำหรับพวกเจ้า” (ส่วนหนึ่งของโองการในคัมภีร์อัลกุรอาน ซูเราะฮ์อัล-บากอเราะฮ์ โองการที่ 216) อัล-อาซี เน้นย้ำถึงโครงสร้างทางไวยากรณ์ของโองการและนัยยะของการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพระประสงค์ของพระเจ้าและความรับผิดชอบของมนุษย์
เขากล่าวว่า ชาวมุสลิมกำลังเห็นการฆ่า การสังหารหมู่ การกวาดล้างชาติพันธุ์ อาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และนักวิชาการและขบวนการอิสลามต้องกำหนดความรับผิดชอบของตนในการตอบสนองต่อเหตุการณ์เหล่านี้
อัล-อาซีกล่าวว่า “หากนักวิชาการ นักคิด และขบวนการอิสลามเข้าใจความเป็นจริงนี้ พวกเขาต้องกำหนดจุดยืนของตนต่อหน้าที่ที่พวกเขามีในสถานการณ์เช่นนี้”
เขายังอ้างถึงโองการในคัมภีร์อัลกุรอานที่ว่า “และชัยชนะนั้น มาจากอัลลอฮ์เท่านั้น” โดยระบุว่ามนุษย์ต้องปฏิบัติตามความรับผิดชอบของตนในขณะที่ตระหนักว่าชัยชนะขั้นสุดท้ายมาจากพระเจ้า
เขากล่าวว่า “เราต้องถามตัวเองว่า เรากำลังปฏิบัติหน้าที่ของเราด้วยจิตวิญญาณและทัศนคตินี้หรือไม่”
อัล-อาซี อ้างถึงโองการในตอนต้นของซูเราะห์อัล-อิสราในคัมภีร์อัลกุรอานเกี่ยวกับมัสยิดอัล-อักซอ และกระตุ้นให้ชาวมุสลิมไตร่ตรองถึงความสำคัญของโองการเหล่านั้นต่ออุดมการณ์ของชาวปาเลสไตน์
ความสามัคคี ถูกนำเสนอเป็นกลยุทธ์ระดับภูมิภาค
การอภิปรายในการประชุมเชื่อมโยงความสามัคคีทางศาสนากับประเด็นทางการเมืองและความมั่นคงที่กว้างขึ้นซึ่งประเทศมุสลิมเผชิญอยู่ โดยผู้พูดระบุว่าการแบ่งแยกนิกายทำให้ความสามารถของสังคมมุสลิมในการตอบสนองต่อแรงกดดันจากภายนอกอ่อนแอลง
ผู้จัดงานประชุมได้กล่าวถึงความเป็นเอกภาพของอิสลามว่าเป็นวิธีการเสริมสร้างความสามัคคีในหมู่ชาวมุสลิม ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างนักวิชาการและนักคิดทางศาสนา และแก้ไขปัญหาที่ประเทศมุสลิมกำลังเผชิญอยู่
งานนี้จัดขึ้นในช่วงสัปดาห์แห่งความเป็นเอกภาพของอิสลาม ซึ่งเป็นช่วงเวลาระหว่างวันที่ชาวมุสลิมนิกายซุนนีและชีอะห์เฉลิมฉลองวันคล้ายวันประสูติของท่านศาสดามูฮัมมัด (ขอสันติสุขจงมีแด่ท่าน) การเฉลิมฉลองนี้เกิดขึ้นในอิหร่านหลังจากที่อิมามโคมัยนี (ร.ฮ.) เรียกร้องให้ชาวมุสลิมใช้โอกาสนี้เพื่อส่งเสริมความเป็นเอกภาพ
ตลอดการประชุม ข้อโต้แย้งของผู้บรรยายต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ความเป็นเอกภาพของชาวมุสลิมควรจะก้าวไปไกลกว่าการเรียกร้องความสามัคคีเชิงพิธีการ และควรเป็นการตอบสนองอย่างเป็นรูปธรรมต่อความขัดแย้งในภูมิภาค การแบ่งแยกนิกาย และการแทรกแซงจากต่างชาติ
ที่มา : สำนักข่าวเพรสทีวี
Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่