วอชิงตันโพสต์ : ไม่ว่าจะวัดด้วยเกณฑ์ใดก็ตาม “ทรัมป์ คือ ผู้แพ้ในสงครามอิหร่าน"
วอชิงตันโพสต์ : ไม่ว่าจะวัดด้วยเกณฑ์ใดก็ตาม “ทรัมป์ คือ ผู้แพ้ในสงครามอิหร่าน"

หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ได้อธิบายถึงโดนัลด์ ทรัมป์ ว่า เป็นผู้แพ้ในสงครามอิหร่าน โดยอ้างคำกล่าวของผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งที่ระบุว่า เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สหรัฐฯ ประสบความล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายหลักทางยุทธศาสตร์ของตนเอง

    ตามรายงานของสำนักข่าว IRNA เมื่อวันเสาร์ (19 ก.ย.) หนังสือพิมพ์อเมริกันฉบับนี้ระบุเพิ่มเติมว่า : ทรัมป์เคยอ้างเมื่อต้นเดือนมีนาคมว่า สหรัฐฯ ได้ 'รับชัยชนะ' ในสงครามกับอิหร่านแล้ว แต่ยัง 'ปิดงานไม่เสร็จ' ทว่าหลายเดือนต่อมา เมื่อความขัดแย้งในภูมิภาคทวีความรุนแรงขึ้นและการทูตยังคงหยุดนิ่ง 'ภารกิจ' นี้ ก็ยังคงไม่เสร็จสิ้น และยังคงไม่เห็นวี่แววว่า เรื่องนี้จะจบลงอย่างไร

    เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทรัมป์ยังคงอ้างอีกครั้งว่า 'โชคดีที่เรากำลังเดินหน้าไปสู่จุดสิ้นสุดของสงคราม' และ 'อิหร่านกำลังมองหาข้อตกลง' แต่การมองโลกในแง่ดีนี้ดูเหมือนจะไม่ถูกต้องเมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์ในพื้นที่ และไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่แสดงให้เห็นว่า เตหะราน (รัฐบาลอิหร่าน) กระตือรือร้นที่จะทำข้อตกลงด้วย"

    วอชิงตันโพสต์ระบุว่า สงครามกับอิหร่านถือเป็นหายนะทางยุทธศาสตร์สำหรับวอชิงตัน ซึ่งได้เผยให้เห็นจุดอ่อนร้ายแรงในกองทัพสหรัฐฯ และใช้งบประมาณไปแล้วเกือบ 3.81 หมื่นล้านดอลลาร์ จนส่งผลให้เกิดวิกฤตพลังงานทั่วโลก สงครามครั้งนี้ไม่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และทำให้สมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรสจำนวนมากขึ้น สนับสนุนการยุติสงคราม พร้อมทั้งมีความพยายามจากสมาชิกพรรครีพับลิกันรายหนึ่งในการยื่นถอดถอน พีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ด้วย

    หนังสือพิมพ์อเมริกันฉบับนี้ระบุเพิ่มเติมว่า : เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เสียไป สหรัฐฯ กลับแทบไม่ได้บรรลุผลสำเร็จใด ๆ ในอิหร่านเลย และในบางกรณี สถานการณ์กลับย่ำแย่ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะวัดด้วยเกณฑ์หรือมาตรฐานใดก็ตาม ตั้งแต่ความสามารถของอิหร่านในการแสดงแสนยานุภาพในภูมิภาค ศักยภาพทางทหาร การเสริมสร้างความมั่นคงของรัฐบาลอิหร่าน ไปจนถึงความคืบหน้าของโครงการนิวเคลียร์ ทรัมป์คือผู้พ่ายแพ้ในสงครามครั้งนี้

    นอกจากนี้ ในเวลานี้เตหะรานยังได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พวกเขาสามารถปิดช่องแคบฮอร์มุซในระยะยาวได้ ซึ่งเป็นอำนาจที่พวกเขาเคยอ้างถึงมาก่อนหน้านี้ แต่ไม่เคยแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์มาก่อนเลยจนกระทั่งตอนนี้

    เกร็กกอรี่ บริว (Gregory Brew) ผู้เชี่ยวชาญด้านประเด็นอิหร่านและนักวิเคราะห์จากยูเรเชียกรุ๊ป (Eurasia Group) กล่าวกับสำนักข่าวฟอเรนโพลีซี (Foreign Policy) ว่า หากเราย้อนเวลากลับไปในเดือนกุมภาพันธ์ (ก่อนที่สหรัฐฯ และระบอบไซโอนิสต์จะเริ่มเปิดฉากโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน) แล้วย้อนดูสิ่งที่สหรัฐฯ เคยประกาศไว้ว่า จะทำให้สำเร็จ มันเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สหรัฐฯ ประสบความล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายหลักทางยุทธศาสตร์ของตนเอง

    หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ระบุในส่วนหนึ่งของรายงานว่า ไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ บรรลุเป้าหมาย (ที่กล่าวอ้าง) ของตนเอง ความจริงที่ว่า สงครามครั้งนี้ยืดเยื้อมานานหลายเดือน และบานปลายไปสู่สงครามแย่งชิงการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ แสดงให้เห็นว่า เตหะรานมีขีดความสามารถที่ยั่งยืนในการส่งอิทธิพลต่อทิศทางของเหตุการณ์ต่าง ๆ ทั้งในตะวันออกกลางและในระดับโลก

    สื่อแห่งนี้ได้ระบุถึงการรุกคืบของกองกำลังอันซอรุลลอฮ์แห่งเยเมน (กลุ่มฮูซี) โดยเขียนว่า อันซอรุลลอฮ์สามารถควบคุม 'บาบ อัล มันเดบ' ซึ่งเป็นช่องแคบที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดอีกแห่งหนึ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยช่องแคบนี้เป็นเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างทะเลแดงกับอ่าวเอเดน และเป็นแนวแบ่งแยกคาบสมุทรอาหรับออกจากทวีปแอฟริกา

    ตามรายงานของวอชิงตันโพสต์ ช่องแคบบาบ อัลมันเดบ ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางการเดินเรือที่สำคัญที่สุดตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามกับอิหร่าน และมีความสำคัญเพิ่มสูงขึ้นอย่างทวีคูณท่ามกลางสถานการณ์การปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    หนังสือพิมพ์อเมริกันฉบับดังกล่าวระบุว่า สหรัฐฯ กล่าวอ้างเรื่องการบั่นทอนศักยภาพทางทหารของอิหร่าน แต่ความสามารถอย่างต่อเนื่องของอิหร่านในการโจมตีเป้าหมายทั่วภูมิภาคด้วยขีปนาวุธและโดรน แสดงให้เห็นว่า เป้าหมายดังกล่าวดำเนินการได้ยาก และรัฐบาลทรัมป์ได้นำเสนอรายงานอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความสำเร็จทางทหารของตน

    วอชิงตันโพสต์ระบุเพิ่มเติมว่า การประเมินทางข่าวกรองนั้นสวนทางกับคำกล่าวอ้างของทรัมป์เกี่ยวกับขอบเขตการบั่นทอนกองทัพอิหร่านอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าฐานยิงและโรงงานผลิตขีปนาวุธจะถูกโจมตีในช่วงวันแรก ๆ ของสงคราม แต่อิหร่านก็ยังคงสามารถกลับมาเดินสายผลิตขีปนาวุธนำวิถี (Ballistic Missiles) ภายในฐานทัพใต้ดินได้อีกครั้ง ตามที่มีรายงาน ยิ่งไปกว่านั้น การทำลายขีดความสามารถด้านโดรนของอิหร่านให้สิ้นซากนั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาโดยตลอด เนื่องจากโดรนเหล่านี้มีต้นทุนที่ต่ำและสามารถผลิตขึ้นได้ง่าย

    เกร็กกอรี่ บริว (Gregory Brew) ผู้เชี่ยวชาญคนดังกล่าวข้างต้น ยังได้เขียนถึงเป้าหมายที่กล่าวอ้างของทรัมป์ในการโค่นล้มรัฐบาลอิหร่านด้วยว่า ในเวลานี้ รัฐบาลอิหร่านกลับมีความแข็งแกร่งและมั่นคงมากยิ่งขึ้น ทั้งยังมีความเชื่อมั่นต่อสถานะและเสถียรภาพของตนเองภายในประเทศอิหร่านมากกว่าเดิม

    วอชิงตันโพสต์ได้ระบุถึงอีกหนึ่งเป้าหมายที่กล่าวอ้างของทรัมป์ในการทำลายโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านว่า แม้จะมีการกล่าวอ้างดังกล่าว แต่เตหะรานยังคงมีคลังสำรองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะความบริสุทธิ์สูงจำนวน 440 กิโลกรัมไว้ในครอบครอง และ บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างย้ำหลายครั้งว่า ตราบใดที่อิหร่านยังคงเข้าถึงแหล่งทรัพยากรนี้ ซึ่งไม่ทราบตำแหน่งที่ตั้งแน่ชัด ก็ไม่สามารถพูดได้ว่า โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านถูกอิหร่านถูกทำลายลงแล้ว

    วอชิงตันโพสต์ระบุต่อไปว่า แม้จะมีการใช้ถ้อยคำที่รุนแรงจากทรัมป์ แต่การดำเนินการของรัฐบาลเขากลับแสดงให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่า โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านได้ถูกถอดออกจากรายการลำดับความสำคัญอันดับแรก ๆ ของทำเนียบขาวไปแล้ว ท่ามกลางความล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายแรกเริ่มของสงคราม ความสนใจของรัฐบาลสหรัฐฯ จึงได้หันเหไปสู่เป้าหมายอื่น ๆ แทน

    รัฐบาลทรัมป์ได้หันไปใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านผ่านแคมเปญทางการเงินและการปิดล้อมทางทะเล เพื่อหวังที่จะทำให้อิหร่านโดดเดี่ยวมากขึ้น แต่อิหร่านสามารถยืนหยัดต่อสู้กับมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ มาได้เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ยิ่งทำให้เกิดความคลางแคลงใจมากขึ้นว่า แนวทางดังกล่าวจะสามารถบีบให้เตหะรานยอมประนีประนอมในตารางเจรจาได้จริงหรือ

    สื่ออเมริกันฉบับนี้อ้างคำกล่าวของผู้เชี่ยวชาญด้านประเด็นอิหร่านโดยระบุว่า ในเวลานี้สงครามได้กลายเป็นเรื่องของการแย่งชิงน้ำมันและเส้นทางการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาพุ่งสูงขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากเดิมที่ก่อนเกิดสงครามในเดือนกุมภาพันธ์ ราคาน้ำมันดิบชนิดนี้อยู่ที่เกือบ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเท่านั้น

    ตามรายงานของสำนักข่าว IRNA ความสับสนงุนงงได้กลายเป็นหนึ่งในจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดในนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลทรัมป์ที่มีต่ออิหร่าน และการขาด 'เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่มั่นคงคงเส้นคงวา' ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์โดยบรรดานักการเมืองและสื่อมวลชนอเมริกันว่าเป็นหนึ่งในแกนหลักของความสับสนนี้

    พฤติกรรมที่ย้อนแย้งและขัดกันเองของทรัมป์ ในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสภาคองเกรสสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่า เขามุ่งเน้นไปที่การสร้างเรื่องเล่าเกี่ยวกับการกล่าวอ้างชัยชนะของตนเองในการรุกรานอิหร่านโดยปราศจากเหตุผลอันควร ซึ่งนโยบายดังกล่าวนำไปสู่การบั่นทอนความเชื่อมั่นของเตหะรานให้ลึกลงกว่าเดิม และทำให้วอชิงตันมักจะปัดความรับผิดชอบในการปฏิบัติตามสัญญาที่ลงนามโดยประธานาธิบดีของประเทศตนเองอยู่ซ้ำ ๆ

    แนวทางของทรัมป์ ต่ออิหร่าน สร้างความผิดหวังให้กับสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนที่เหนื่อยหน่ายกับสงคราม ซึ่งกลุ่มนี้ในบางช่วงเวลารวมถึง เจ.ดี. แวนส์ (J.D. Vance) รองประธานาธิบดี และนักเคลื่อนไหวทางการเมืองจำนวนหนึ่งด้วย โดยพวกเขามีความกังวลเกี่ยวกับความยืดเยื้อของสงคราม ตลอดจนผลกระทบที่จะมีต่อราคาน้ำมันและการเลือกตั้งกลางเทอม


ที่มา : สำนักข่าว IRNA

Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่

ผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้

มี 437 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

31163399
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
5865
7327
63818
31029110
175456
362837
31163399

ส 19 ก.ย. 2026 :: 18:08:45