สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวอ้างเมื่อวันศุกร์ (4 ก.ย.) ว่า สหภาพยุโรปได้ “เข้าร่วมอย่างเป็นทางการ” ในการผลักดันมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านแล้ว อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า สหภาพยุโรปเพียงแค่แสดงความยินดีต่อการเคลื่อนไหวนี้ โดยไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาอย่างเป็นทางการว่าจะเข้าร่วมมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังกล่าวขอบคุณสหภาพยุโรปที่เข้าร่วมปฏิบัติการของสหรัฐฯ ที่มุ่งเป้าไปที่เศรษฐกิจอิหร่านอย่างรวดเร็ว
“เราชื่นชมจุดยืนที่แข็งแกร่งและรวดเร็วของพวกเขา" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เขียนระบุ โดยมองว่า พัฒนาการครั้งนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า แรงกดดันจากนานาชาติต่ออิหร่านกำลังเพิ่มสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว Euronews ได้ชี้แจงว่า แถลงการณ์ของคณะกรรมาธิการยุโรปที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ซึ่งถูกอ้างอิงโดยเบสเซนต์ นั้น ไม่ได้ระบุเจาะจงว่า กลุ่มสหภาพยุโรปได้ "เข้าร่วมอย่างเป็นทางการ" ในปฏิบัติการของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่มุ่งเป้าไปที่เศรษฐกิจของอิหร่าน
รายงานระบุว่า แถลงการณ์ดังกล่าวเป็นการแสดงความยินดีต่อมาตรการของสหรัฐฯ เป็นพิเศษ โดยที่ไม่ได้มีข้อผูกมัดอย่างเป็นทางการว่า สหภาพยุโรปจะเข้าร่วมด้วย
แถลงการณ์ของสหภาพยุโรประบุว่า “ทางกลุ่มสหภาพยุโรปยังคงพร้อมที่จะดำเนินมาตรการเพิ่มเติมในกรณีที่จำเป็น เพื่อปกป้องความมั่นคงและผลประโยชน์ของตน รวมถึงเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ”
ข้อความระบุเพิ่มเติมว่า กลุ่มสหภาพยุโรปยินดีต่อความพยายามต่าง ๆ ที่จะรับประกันให้เกิด 'การเจรจาสันติภาพด้วยความสุจริตใจ รวมถึงการใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม ผ่านปฏิบัติการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ (Operation Economic Outcast) ที่นำโดยสหรัฐฯ' และกล่าวว่า จะ 'ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกา รวมถึงกลุ่ม G7 และพันธมิตรระหว่างประเทศอื่น ๆ ต่อไป
อย่างไรก็ตาม ตามรายงานระบุว่า ไม่มีส่วนใดในแถลงการณ์ของสหภาพยุโรปที่กรุงบรัสเซลส์กล่าวว่า ตนเองกำลังเข้าร่วมในปฏิบัติการของสหรัฐฯ เพื่อต่อต้านอิหร่าน
ในทางตรงกันข้าม รายงานระบุว่า บรัสเซลส์ เน้นย้ำในแถลงการณ์ของสหภาพยุโรปว่า “เชื่อว่าความพยายามทางการทูตอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้บรรลุข้อตกลงสันติภาพ”
โฆษกของสหภาพยุโรป ซึ่งถูกสำนักข่าว Euronews ขอให้แสดงความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าว ระหว่างการแถลงข่าวช่วงเที่ยงของคณะกรรมาธิการยุโรปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ได้อ้างอิงถึงแถลงการณ์ฉบับเดียวกันเมื่อวันจันทร์ และไม่ได้ชี้แจงอะไรเพิ่มเติม
ปฏิบัติการที่เรียกว่า 'Operation Economic Outcast' ของสหรัฐฯ ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนสิงหาคม มีเป้าหมายเพื่อสกัดกั้นไม่ให้อิหร่านเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัล เทคโนโลยีขั้นสูง ทองคำ การบินเชิงพาณิชย์ และการขนส่งสินค้าทางเรือ โดยปฏิบัติการนี้พึ่งพามาตรการคว่ำบาตรทางอ้อม (Secondary Sanctions) ซึ่งหมายถึงการลงโทษบริษัทและธนาคารต่างชาติที่ยังคงทำธุรกิจกับอิหร่าน"
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ประกาศขึ้นบัญชีดำบริษัท บุคคล และเรือบรรทุกสินค้าเกือบ 60 รายการ ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นปฏิบัติการ และส่งสัญญาณว่าจะประกาศมาตรการใหม่ ๆ ออกมาทุกสัปดาห์ โดยเริ่มจากกลุ่มธนาคารก่อนเป็นอันดับแรก
บริษัทสัญชาติยุโรปที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าขายกับอิหร่าน อาจต้องพลอยติดร่างแหไปกับมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ด้วย
อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับนี้ได้เน้นย้ำว่า 'กฎหมายคุ้มครองสิทธิ์' (Blocking Statute) ของสหภาพยุโรป สั่งห้ามไม่ให้บริษัทในยุโรปปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมาธิการยุโรป
ตามรายงานระบุว่า 'การเข้าร่วมอย่างเป็นทางการ' ในความพยายามคว่ำบาตรครั้งนี้ น่าจะหมายถึงการที่สหภาพยุโรปต้องนำมาตรการในระดับที่เท่าเทียมกันมาปรับใช้เอง และขู่ที่จะลงโทษบริษัทในยุโรปด้วยบทลงโทษของทางยุโรปเอง หากบริษัทเหล่านั้นยังคงทำการค้ากับอิหร่านต่อไป
ในขณะนี้กรุงบรัสเซลส์ยังไม่ได้มีข้อผูกมัดใด ๆ ที่จะขู่ลงโทษบริษัทในยุโรปด้วยบทลงโทษของทางสหภาพยุโรปเอง
แถลงการณ์ระบุว่า การตัดสินใจเช่นนั้นจำเป็นต้องได้รับมติเป็นเอกฉันท์จากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปทั้งหมด และจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อบริษัทต่าง ๆ ในประเทศอย่างเยอรมนี อิตาลี และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วคิดเป็นประมาณ 2 ใน 3 ของมูลค่าการค้าที่เหลืออยู่ระหว่างสหภาพยุโรปกับอิหร่าน หลังจากที่ถูกคว่ำบาตรมานานหลายปี
ที่มา : สำนักข่าว เพรสทีวี
Copyright © 2026 SAHIBZAMAN.NET- สื่อเรียนรู้อิสลามสำหรับอิสระชนคนรุ่นใหม่