ครรลองจริยธรรม

เหตุใดการเจรจากับศัตรูจึงเป็นความไร้เกียรติ?  จากมุมมองของเกียรติยศของประเทศชาติ การเจรจากับฝ่ายศัตรูที่ใช้ประโยชน์จากทุกเครื่องมือและวิธีการที่เป็นไปได้ในการโจมตีประเทศ (อิหร่าน) นั่น หมายถึงการยอมรับการกดขี่และการยอมจำนนต่อความอัปยศอดสู ในสถานการณ์เช่นนี้ การยอมรับการเจรจาจะไม่ใช่พฤติกรรมที่มีเกียรติ แต่ทว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของความนิ่งเฉย การโอนอ่อนและความอ่อนแอในการเผชิญกับศัตรูที่เหิมเกริมและโอหัง

ท่านอิมามอะลี (อ.) : จงระวังการเข้าใกล้ศัตรูของท่านเพื่อแสวงหาสันติภาพ  โองการต่าง ๆ ของอัลกุรอานและบรรดาริวายะฮ์ (คำรายงาน) ของอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) ชี้ให้เห็นว่า ชาวมุสลิมไม่ควรถอยออกจากจุดยืนที่แข็งแกร่งของตนภายใต้แรงกดดันของศัตรู เพราะการกระทำดังกล่าวจะทำให้ศัตรูมีความฮึกเหิมยิ่งขึ้นและทำให้แนวรบของตนเองอ่อนแอลง

ท่านอิมามซัจญาด (อ.) แบบอย่างของการควบคุมความโกรธ  วันหนึ่งขณะที่ท่านอิมามซัยนุลอาบิดีน (อ.) นั่งอยู่กับกลุ่มมิตรสหายและผู้ช่วยเหลือของท่าน ชายผู้หนึ่งได้เดินมายืนเบื้องหน้าท่าน และได้ใช้วาจาจาบจ้วง ด่าทอและประณามท่านอย่างรุนแรง ท่าน.....

ซอละวาตชะอ์บานียะฮ์ | นาวาแห่งความรอดพ้น  ในเนื้อหาส่วนหนึ่งของจากบท "ซอละวาตชะอ์บานียะฮ์" ของท่านอิมามซัจญาด (อ.) ได้เปรียบอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) เสมือนดั่งนาวาแห่งความแห่งความรอดพ้นในท่ามกลางคลื่นที่โหมกระหน่ำ ผู้ใดยึดเกาะนาวานี้ไว้ เขาก็จะได้รับความรอดพ้น และผู้ใดที่ปลีกตัวออกจากนาวานี้ เขาก็จะจมน้ำตาย

พื้นฐานมานุษยวิทยา คือ ทฤษฎีทางการเมืองของท่านอิมามอะลี (อ.)   การแต่งตั้งท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) และการปรากฏขึ้นของอิสลาม เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงอันลุ่มลึกในวัฒนธรรมและแนวคิด รวมถึงโครงสร้างทางสังคมของคาบสมุทรอาหรับ ผลของการเปลี่ยนแปลงทางด้านแนวคิดนี้ คือการสิ้นสลายของโครงสร้างทางสังคมและการเมืองของยุคอนารยะ (ญาฮิลียะฮ์) และการล่มสลายของชนชั้นต่างๆ ทางสังคมในยุคนั้น

เดือน“รอญับ”อันทรงเกียรติ  ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ได้กล่าวว่า "เดือนรอญับเป็นเดือนที่ยิ่งใหญ่เดือนหนึ่ง รอญับเป็นเดือนของอัลลอฮ์ (ซบ.) ชะอ์บานเป็นเดือนของฉัน รอมฎอนเป็นเดือนของประชาชาติ ใครก็ตามที่เขาถือศีลอดหนึ่งวันในเดือนรอญับ ก็เท่ากับเขาได้ทำความปลื้มปีติอย่างใหญ่หลวงแด่อัลลอฮ์ (ซบ.) พระองค์จะทำให้เขาพ้นจากไฟนรก ประตูนรกทุกบานจะถูกปิด"

การช่วยเหลือผู้ขัดสนในคำสอนของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ อัซซะฮ์รอ (อ.)  ในริวายะฮ์ (คำรายงาน) บทหนึ่ง ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ อัซซะฮ์รอ (อ.) ได้ชี้ให้เห็นถึงสามสิ่งที่เป็นสิ่งที่รักมากที่สุดในชีวิตของท่าน โดยที่ท่านกล่าวว่า "สามสิ่งในโลกนี้เป็นสิ่งที่รักยิ่งสำหรับฉัน คือ : การอ่านอัลกุรอาน การมองดูใบหน้าของท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) การให้และช่วยเหลือผู้ขัดสนในวิถีทางของอัลลอฮ์

ความสำคัญของการทำงานในอัลกุรอานและริวายะฮ์ ; พฤติกรรมที่เป็นอุปสรรคกีดขวางการตอบรับดุอาอ์  อิบาดะฮ์นั้นมีเจ็ดสิบส่วน แต่สิ่งที่น่าสนใจซึ่งตรงข้ามกับความคิดของคนส่วนมากที่ว่าก็คือ ไม่มีการนมัสการ (อิบาดะฮ์) ใดแม้แต่การนมาซ การถือศีลอด การทำฮัจญ์และอื่นๆ ทางด้านของคุณค่าและความประเสริฐ (ฟะฎีละฮ์) ที่จะเทียบเท่ากับการทำงานและความอุตสาห์พยายามในการแสวงหาปัจจัยยังชีพ (ริษกี) ที่ฮะลาลและการสนองตอบความจำเป็นในการดำรงชีพของครอบครัวได้เลย

ผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้

มี 272 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

29507438
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
15626
17266
48344
29352991
98780
477886
29507438

อ 07 เม.ย. 2026 :: 20:32:45